๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๖ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเอาความรู้ความเข้าใจ ธรรมวินัยเพื่อเราจะเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจจะได้เป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินี้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจต้องเอาไปใช้ควบคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติเราต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็อยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน
ปัจจุบันเราถึงรู้เราถึงเข้าใจ เรารู้เราเข้าใจเราจะได้เดินทางสายกลาง ทางสายกลางนั้นจะหยุดขั้วบวกขั้วลบ ทางสายกลางนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่มีขั้วบวกถึงจะไม่มีขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการประพฤติการปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลนั้นจะหยุดได้จากความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติพร้อมทั้งการปฏิบัติ
ที่เราพากันเวียนว่ายตายเกิดเพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจ เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นต้องเป็นฟอร์มสด ฟอร์มสดนี้ต้องเป็นปัจจุบัน ต้องยกเลิกอดีตที่ผ่านมา อนาคตก็ย่อมไม่วิตกกังวล เพราะเหตุผลว่าอนาคตก็ไปจากฐานของปัจจุบัน ปัจจุบันเราทุกคนถึงไม่ทำอะไรตามใจของตัวเอง ไม่ทำตามอัธยาศัยของตัวเอง ปัจจุบันเราจะใจอ่อนไม่ได้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความตั้งใจมั่นชอบนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนต้องเข้าใจปัญหา เราจะไปตามใจตามอัธยาศัยของตัวของเราเองนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่จะมาหยุดให้เราตามใจ หยุดให้เราทำตามอัธยาศัย พระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณ พระธรรมพระวินัยจะยกเลิกเรื่องอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน
พระธรรมพระวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย
ทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ถึงจะเป็นการเคารพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพก็ย่อมเกิดความสงบไม่ได้ ก็ย่อมเกิดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเคารพในพระธรรมพระวินัย เพราะความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
การฝึกใจการปฏิบัติใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การฝึกใจ ใจนั้นเป็นนามธรรม ใจนั้นต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาศัยอาชีพเป็นเครื่องฝึกเป็นเครื่องปฏิบัติ
ใจนั้นต้องตั้งใจตั้งเจตนา ต้องให้ตั้งใจเหมือนตั้งภาชนะเอาไว้ ภาชนะที่ล้มเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ภาชนะที่คว่ำนั้นเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ภาชนะที่ตั้งไว้ถึงป็นภาชนะที่ใช้ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิต้องเดินควบคู่ของอริยมรรค ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัติต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติถ้าไม่มีการติดต่อต่อเนื่องก็ย่อมไม่ได้ผลก็ย่อมไม่มีผล เพราะมันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิม มันจะได้ผลเห็นผลได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัยที่จะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน
ความเคารพนี้ถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยกาย อาศัยวาจากิริยามารยาท อาศัยความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร
ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ปล่อยตัวเองด้วยไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ ไม่ปล่อยตัวเองไปตามอัธยาศัย เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเองที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นของตัวเองให้ได้
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ
เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขในการประพฤติการปฏิบัติมันจะเป็นออกซิเจน มันจะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปในตัวของความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ธรรมะนั้นคือหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเรานั้นคือธรรมะคือธรรมนูญ เพราะธรรมะนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม
เราทุกคนต้องมารู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้เรื่องกรรม กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม เอาปัจจุบันนี้มาประพฤติมาปฏิบัติ เราทุกคนต้องหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนนั้นให้ได้ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ด้วยความตั้งใจมั่นชอบ
สติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เราต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว ปัจจุบันเราจะได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ สิ่งที่มันเป็นอดีตผ่านมาแล้วเราก็ยกเลิกด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราก็ยกเลิกเรื่องอดีตได้
สิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไม่มาถึงเราก็ไม่ต้องวิตกกังวล ความวิตกกังวลมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความวิตกกังวลนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ปัจจุบันนั้นเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต ปัจจุบันเป็นเช่นไร อนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เราต้องรู้เข้าใจ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ธรรมะนั้นคือหน้าที่ที่เราจะต้องประพฤติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมะนั้นคือเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นคือเป็นธรรมะ ปัญญากับการปฏิบัติถึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน
เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าความสุขหมายถึงไม่มีความทุกข์ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป ความสุขใหม่เกิดขึ้นมา ความสุขนั้นจะเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความสุขนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีความสุข ความทุกข์ก็ย่อมไม่มี ถ้าเรามีความทุกข์ ความสุขก็ย่อมไม่มี เพราะวาระจิตของเราทุกคนมันมีเพียงวาระเดียว วาระจิตของเรานี้มันมีเป็นวาระ ๆ ไป มีเพียงวาระเดียว
เมื่อเรารู้เมื่อเราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี สติสัมปชัญญะ มีความสุขกับกาประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นจะไม่มี
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน จะเป็นพระนิพพานไปเป็นชั่วขณะ ๆ
เพราะการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันเป็นทางสายกลาง สายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้จะเป็นทางสายกลาง ๒ อย่างนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่มีคาวมยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
ความรู้ความเข้าใจนี้จะหยุดสัญชาตญาณด้วยสติด้วยสัมปชัญญะทุก ๆ อย่างจะจบลงที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่สติที่สัมปชัญญะ
สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา ๒ อย่างนี้จะทำงานไปพร้อม ๆ กัน
เราจะรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูกก็เพราะเรามีสติเรามีสัมปชัญญะ เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะจะรู้ผิดรู้ถูกรู้ดีรู้ชั่วได้อย่างไร
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะยกเลิกทั้งหมดด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สิ่งที่อดีตก็จะหยุดลงที่จะสติสัมปชัญญะ สิ่งที่เป็นอนาคตที่เป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตนก็จะหยุดลงที่สติสัมปชัญญะ
ปัจจุบันสติสัมปชัญญะจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราว่างนิติบุคคลว่างจากตัวจากตน เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ในการหยุดสัญชาตญาณ ให้ปัจจุบันนี้เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นก็จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันเป็นสิ่งที่แก้ปัญหาไม่ได้ ดับทุกข์ไม่ได้
เราทุกคนต้องเอาปัจจุบันมาใช้มาปฏิบัติ
เราคนรุ่นใหม่คนสมัยใหม่ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปหลงงมงายเอาอวิชชาเอาความนำชีวิต เราทุกคนต้องพากันหยุดสัญชาตญาณที่มีเป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนด้วยความรู้ความเข้าใจ เราถึงจะเป็นคนที่ทันโลกทันสมัยทันกาลทันเวลา
ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันเป็นความเสียหายมาก ๆ เสียหายจริง ๆ เสียหายระดับพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย มันเสียหายมาก ๆ เสียหายจริง ๆ
เรามามีความสุขในการทำหน้าที่ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว สติสัมปชัญญะ ความสงบและปัญญา
เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม การฝึกใจการปฏิบัติใจเค้าต้องฝึกที่กายปฏิบัติที่วาจาที่กิริยามารยาทฝึกที่อาชีพ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรมต้องฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ ใจเรานั้นต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ใจของเรานั้นต้องรู้เข้าใจ ใจนั้นต้องรู้ดีรู้ชั่วไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดไม่ถูก ต้องรู้เข้าใจ ใจต้องตั้งไว้เหมือนภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มที่คว่ำมันใช้งานไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เอาปัจจุบันนี้แหละยกเลิกสัญชาตญาณยกเลิกตัวยกเลิกตน
เราต้องรู้เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำพุทธกิจของท่าน พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ทำศาสนกิจของพระอรหันต์ เรารู้เข้าใจ เราก็ทำหน้าที่ของเรา เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์ก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เอาปัจจุบันให้เป็นความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจจะไม่ได้เสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปัจจุบันนี้มันคือกรรม ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม เราจะได้ทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนต้องมาหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรม ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
เราพากันมาให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา มาเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
ทานศีลสมาธิภาวนาจะเป็นปฏิปทาจะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อหยุดอัธยาศัยหยุดสัญชาตญาณ
ทานศีลสมาธิปัญญานั้นเป็นทางสายกลางเพื่อยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณ ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมงก็พอเพียงเพียงพอ เวลาเราตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง เวลาที่เราตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่เรามีความสุขกับการทำงานการทำหน้าที่ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ก็จะเป็นออกซิเจน ถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
เรามาบวชมาปฏิบัติเรามานอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่มีความสุขกับการทำหน้าที่
การปฏิบัติใจคือการมาทำหน้าที่ในเรื่องภายนอก เพราะใจนั้นเป็นนามธรรมต้องมาประพฤติมาปฏิบัติภายนอก
ผู้มาบวชผู้มาปฏิบัติไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่ามาบวชแล้วมาปล่อยมาวาง ไม่ได้ทำหน้าที่ภายนอก จะมาเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ
การปฏิบัติใจต้องมาปฏิบัติภายนอก เพราะใจมันเป็นนามธรรมมันปฏิบัติไม่ได้ ต้องอาศัยสิ่งภายนอก เอาสิ่งภายนอกมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
ท่านพุทธทาสภิกขุถึงพูดว่า ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าการทำงานภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำงานภายนอก เพราะใจนั้นมันเป็นนามธรรม การประพฤติการปฏิบัติต้องปฏิบัติภายนอก
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะไม่รู้การประพฤติไม่รู้การปฏิบัติ
เราไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติก็เทียบเท่ากับเรามีรถดี ๆ เราติดเครื่องแล้วใส่เกียร์ว่างไว้ รถนั้นมันจะวิ่งไปได้อย่างไร เพราะรถนั้นมันเข้าเกียร์ว่าง
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่าบวชมาแล้วมาปล่อยมาวาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ คำว่าปล่อยวางนั้นหมายถึงเรามายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เรามีความยึดมั่นถือมั่น
การปล่อยวางคือการมาให้ทาน ให้ทานตัวให้ทานตนให้ทานความยึดมั่นถือมั่นให้ทานความขี้เกียจขี้คร้าน ความรำคาญ ให้ทานความง่วงเหงาหาวนอน เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ
การที่มาบวชมาปฏิบัติถึงต้องมายกเลิกตัวตน ถึงมานอนพักผ่อนจำวัดเพียง ๖ ชั่วโมง มามีความสุขในการเดินจงกรม ในการนั่งสมาธิ ในการทำข้อวัตรกิจวัตร ไม่ใช่พากันมาอยู่ว่าง ๆ ด้วยไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติเหมือนกับรถดี ๆ ติดเครื่องแล้วเอามาจอดไว้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการประพฤติการปฏิบัติในสิ่งภายนอก ไม่ใช่เรามาอยู่ว่าง ๆ มาปล่อยมาวางพระธรรมพระวินัยข้อวัตรปฏิบัติ เรามาอยู่ว่าง ๆ มาปล่อยมาวางข้อวัตรข้อปฏิบัติ เรามาปล่อยมาวางพระธรรมพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องมาให้ทานรักษาศีล เจริญสมาธิ พัฒนาปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
คำว่าปล่อยวางนั้นหมายถึงปล่อยวางนิติบุคคลตัวตน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้งอมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
เราจะไปปล่อยวางพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นการเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราเป็นฆราวาส เราเป็นประชาชนผู้ไม่ได้บวช เรานอนเราพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง เราจะเป็นฆราวาสเราจะเป็นนักบวชเราต้องรู้เข้าใจมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาทางสายกลางนำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสมดุลระหว่างวัตถุกับจิตใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเดินทางสายกลางด้วยทาน ศีล สมาธิ ภาวนา ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราไปมีความคิดว่า ทุกอย่างนั้นอยู่ที่ใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าใจนั้นเป็นนามธรรม
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติที่กาย ที่วาจากิริยามารยาทปฏิบัติที่หน้าที่การงาน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าว่าอยู่ที่ใจทำไมถึงทานอาหารทำไมถึงฉันอาหาร ทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ การพัฒนาใจองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราปฏิบัติที่กาย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นอุปกรณ์ของใจนะ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเค้าต้องปฏิบัติภายนอก การปฏิบัติภายนอกนั้นคือปฏิบัติภายในคือการปฏิบัติใจ การสอนตัวเองนั่นแหละคือการสอนผู้อื่น การสอนผู้อื่นไม่ได้สอนตัวเองมันจะมีประโยชน์อะไร
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านปฏิบัติตัวเอง ท่านทำพุทธกิจของท่านเองถึงเป็นประโยชน์ตนและเป็นประโยชน์ของผู้อื่น การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจเราเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจมาเป็นการปล่อยการวาง การปล่อยวางอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่สมควร ไม่สมควรที่จะทานอาหารไม่สมควรที่จะฉันภัตตาหาร อย่างนี้เรียกว่ามันโง่เหลือเกิน ไม่สมควรที่จะบริโภคอาหาร
การปล่อยวางคือการเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะเป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญาได้อย่างไร
การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร นั่นแหละคือการปล่อยวางซึ่งตัวซึ่งตน
เราทุกคนมาคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เราก็ทิ้งหน้าที่ ทิ้งความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่ให้ปฏิปทาต้องติดต่อต่อเนื่อง
ผู้ปฏิบัติเข้าสู่ความวิเวก ก็คือผู้ที่สำรวมในพระปาฏิโมกข์ คือผู้ที่สำรวมในอินทรีย์ คือผู้ที่สำรวมในการดำรงชีพ นี้เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี รถยนต์อย่างดี อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อเป็นยานในการเดินทาง
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราพากันไปทิ้งพระธรรมพระวินัยไปทิ้งข้อวัตรข้อปฏิบัติ ไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ รถดี ๆ เรือดี ๆ เครื่องบินดี ๆ ติดเครื่องไว้แล้วใส่เกียร์ว่าง รถจะไปได้อย่างไร เรือจะไปได้อย่างไร เครื่องบินจะไปได้อย่างไร เพราะไปเข้าเกียร์ว่าง
เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขที่เราให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญา ยกเลิกอัตตาตัวตนด้วยพระธรรมพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจอะไร ๆ ก็จะไปเอาแต่ใจ ๆ
เราคิดดูดี ๆ นะ เอาแต่ใจทำไมถึงทานอาหารอยู่ ทำไมถึงฉันอาหารอยู่ เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรเป็นสิ่งที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ
คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น หมายถึง มายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มาปล่อยวางสักกายทิฏฐิ การถือตัวถือตนว่าเป็นเราเป็นเค้า ถือว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นคนแก่คนเฒ่าคนชราเป็นคนตายคนพลัดพรากเป็นคนเก่งคนฉลาดเป็นคนมีเพาเวอร์สูงกว่าเค้า หรือว่าเสมอเขา หรือสู้เขาไม่ได้
การปล่อยการวางนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ให้เรามาปล่อยวางพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันพักผ่อนจำวัดสำหรับนักบวชวันละ ๖ ชั่วโมง ตื่นอยู่มีความสุขในการทำหน้าที่ ๑๘ ชั่วโมง
สำหรับฆราวาสนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ตื่นอยู่ ๑๖ ชั่วโมง มีความสุขในการทำหน้าที่ เราทุกคนต้องปล่อยวางให้ถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นยานของการประพฤติการปฏิบัติ
แต่ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจปฏิบัติอย่างไรมันก็บรรลุธรรมไม่ได้ มันจะบรรลุได้แต่ตัวแต่ตน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพราะเวลานี้เป็นของมีค่า เราต้องพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มาเอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน
เราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะปล่อยวางพระธรรมพระวินัยถึงเป็นทางสายกลางที่ก้าวไปทั้งปัญญาและวัตถุนั้นไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งอยู่ในปัจฉิมโอวาทตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นหลักการเป็นจุดยืนท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา