๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๗ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้เราพากันนั่งให้สบาย เพื่อนั่งฟังการบรรยายพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เราทุกคนนั่งตัวตรงเหมือนองค์พระปฏิปมากรณ์ ไม่ให้นั่งตัวโค้งตัวงอ
ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ใจของเราอาศัยสรีระร่างกายที่จะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ
ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ การนั่งตัวตรงไม่ตัวโค้งตัวงอ ดั่งพระพุทธปฏิมากรณ์เป็นเครื่องหมายของความเคารพ
เราทุกคนต้องรู้กายในกาย ว่ากายของเรานั่งตัวตรงหรือว่าตัวโค้งตัวงอ นั่งคว่ำเกินไปนั่งหงายเกินไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันนั่งให้สบาย หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกให้สบาย หายใจเข้าจะได้เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกจะได้เอาของเสียของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ใจของเรานั้นอาศัยร่างกายเป็นเครื่องฝึก อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเครื่องฝึกเป็นการปฏิบัติ ความเคารพ เรานั่งตัวตรงคือความเคารพ คือการรู้กายในกาย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเราไม่สงบไม่เป็นไรให้กายของเราสงบ ให้วาจาของเราสงบ ให้กิริยามารยาทของเราสงบ ให้อาชีพที่ถูกต้อง ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นทางสายกลางระหว่างภายนอกกับภายใน เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เรามีความเห็นถูกต้อง ให้เราประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง
เราทุกคนจะนั่งอยู่ในศาลา จะนั่งอยู่ที่พักที่กุฏิของเราก็เช่นเดียวกัน การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีที่ลับไม่มีที่แจ้ง เวลาเรานั่งสมาธิก็ต้องนั่งอย่างเดียวเช่นเดียวกัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องไม่มีต่อหน้าและลับหลัง การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ต่อหน้าและลับหลัง
ถ้าต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอย่างหนึ่ง เราทุกคนนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีต่อหน้าและลับหลัง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม เมื่อใจของเราเป็นนามธรรมการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ถ้ามีต่อหน้าและลับหลังนั้นการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การปฏิบัติของเราจะเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าทุกคนนั้นจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาที่เป็นความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้
เราจะมีความคิดว่าใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้เราทำไม่ได้ เราปฏิบัติไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมถึงต้องไม่ตรึกนึกคิดในเรื่องกาม ไม่ตรึกนึกคิดในเรื่องพยาบาท
ใจของเราทุกคนต้องมีเบรกด้วยเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราตรึกนึกคิดในเรื่องของกาม เราตรึกนึกคิดในเรื่องของพยาบาท นั้นคือเราไม่เคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ว่าเค้าทำหน้าที่ของเค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นใหญ่แต่ละอย่าง เค้าทำหน้าที่ของเค้าไม่ขาดตกบกพร่อง เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะได้รู้จักสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
สัญชาตญาณนั้นเราทุกคนรักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณ
สัญชาตญาณนั้นจะหยุดได้ก็อาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
การประพฤติการปฏิบัติที่หยุดสัญชาตญาณต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะผ่านสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องสัญชาตญาณเพื่อเราทุกคนจะได้หยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
สัญชาตญาณที่เป็นหน้าที่ของสัญชาตญาณ ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราทุกคนเลยต้องการความว่างจากสิ่งที่ไม่มี ต้องการตั้งแต่ความสุข มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทวนกระแส ไม่ไปตามกระแส ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม
มีความรู้ความเข้าใจแล้วขอบใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เปิดโอกาสให้เราได้ประพฤติได้ปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น คนตายนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้จะไม่มีประโยชน์อะไร
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนทุกท่านต้องรู้เข้าใจเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องรู้เข้าใจ
ปัญญากับการประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสิ่งที่ทวนกระแส ไม่ไปตามธาตุไม่ไปตามขันธ์ไม่ไปตามอายตนะ
อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อการปฏิบัตินั้นจะได้ทวนโลกทวนกระแส ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก่อนที่จะท่านจะตรัสรู้ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา หลังจากเสวยข้าวมัทธุปายาสของนางสุชาดา ท่านได้อธิษฐานใจว่า การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องหยุดกระแส ไม่ไปตามกระแสด้วยอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นอริยมรรคทั้งทางกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต
เอาปัญหาของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นปัญญา เพื่อไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ อาศัยการทำความเพียรติดต่อต่อเนื่อง
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติใหม่ ๆ นั้นก็ย่อมเป็นของยาก อาทิตย์ที่ ๑ ที่ ๒ อาทิตย์ที่ ๓ เป็นของยาก ทำไมถึงเป็นของยาก เพราะเราทุกคนเอาสัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์มันมีกับเราหลายภพหลายชาติ หาที่สุดหาประมาณมิได้
การปฏิบัติที่จะให้เป็นหนึ่ง ไม่ให้มีขั้วบวกขั้วลบนั้นก็ย่อมเป็นของยาก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม
อาศัยใจนี้เป็นผู้รู้ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
การปฏิบัติใจนั้นถึงต้องปฏิบัติที่กาย ผู้รู้ผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปเข้าใจว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ อะไรก็อยู่ที่ใจ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ ๆ แล้วทำไมถึงพากันทานข้าวทานอาหาร ทำไมเราพากันฉันภัตตาหาร ทำไมไม่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ด้วยเหตุผลนี้ การฝึกใจปฏิบัติใจต้องปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้กายมันสงบ อย่างนี้ถึงเรียกว่ารู้กายในกาย ใจไม่สงบก็ให้กายวาจากิริยามารยาทมันสงบนี้คือการฝึกใจ อาชีพที่บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนตนและเบียดเบียนคนอื่น หยุดสัญชาตญาณที่เอาความหลงนำชีวิต นี้คือการฝึกใจ
กายของเราจะวิเวกต้องวิเวกด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้องมีความเข้าใจถูกต้อง
ใจของเราต้องวิเวกด้วยศีล ด้วยวิรัตน์ ด้วยการยกเว้น เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการให้ทาน การเสียสละ การรักษาศีล ถึงมีความตั้งมั่น
การประพฤติการปฏิบัติใหม่ ๆ นั้นถึงเป็นของยาก ต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มันเป็นอย่างนี้แหละ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นใหญ่เฉพาะตน เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ จะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิต รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เรียกว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ท่านถึงให้องค์ภาวนาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา มีความหิวความปวดเมื่อยล้าเจ็บป่วยไข้เป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา มีความพลัดพรากจากไปเป็นธรรมดา เพราะธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ ภายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มันเป็นอย่างนี้
ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะไปหาความว่างจากสิ่งที่ไม่มี ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนพากันแสวงหาในสิ่งที่ไม่มี ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่
ความรู้ความเข้าใจ อาศัยความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้รู้กายในกาย รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของความเป็นจริง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพาเราเดินผ่านธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การประพฤติการปฏิบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นการยกเลิกชาติ ยกเลิกเชื้อชั้นวรรณะ ยกเลิกชาติยกเลิกตระกูล
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ คืนอธิปไตยของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท มีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อทำหน้าที่ พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือหน้าที่ ศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพคือหน้าที่ หน้าที่ที่ทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้มันไม่เพียงตำแหน่งเดียว ตำแหน่งที่ปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีข้อแม้นั้นมันมี ๒ ตำแหน่งแล้ว นั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบแล้ว ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือการเสียสละนั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าความสุขความดับทุกข์หรือว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทุกคนทำหน้าที่ อยู่ที่พระธรรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่สัญชาตญาณที่เราหยุดนิติบุคคลตัวตน
อยู่ที่เราทุกคนไม่ไปตามสัญชาตญาณ อยู่ที่เราทุกคนเข้าใจไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
การทำงานกับการปฏิบัติธรรมนี้ถึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราจะไปแยกการทำงานกับการปฏิบัตินั้นไม่ได้
พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่อริยมรรคมีองค์แปด อยู่ที่กายวาจากิริยามารยาทอยู่ที่อาชีพมารวมลงที่ใจอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะพระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เพราะนิพพานนั้นคือการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
การที่เรามายกเลิกทาส ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตร ด้วยถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เอาพระธรรมพระวินัยนั้นมาปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนนั้นเป็นสามัญชน ยังไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทุกคนไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม เราทำการทำงานทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เอาทรัพยากรแห่งความเป็นมนุษย์มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ จะได้เอามาทำหน้าที่
เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การที่เรายึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรนั้นคือเราทุกคนกำลังมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนให้ติดต่อต่อเนื่อง
การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่จะเป็นตัวเป็นตน เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ยานในการเดินทางทางสรีระร่างกายก็ได้แก่รถอย่างดี เครื่องบินอย่างดี เรือเดินทะเลเดินมหาสมุทรอย่างดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้คือยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิกขาบทน้อยใหญ่ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง มีความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ตั้งใจปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง จะเป็นสาเหตุให้มีความตั้งมั่น จะเป็นปัจจุบันธรรม เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
มีคำถามว่าเราประพฤติเราปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่มีความทุกข์เหรอ มันจะไม่มีความเครียดเหรอ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่มีความทุกข์มันจะไม่มีความเครียด เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้มันจะหยุดขั้วบวกขั้วลบ เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ความสงบนั้นก็ย่อมมีเป็นเงาตามตัว
ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ถ้าเราไม่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าความสงบนั้นก็ย่อมไม่มี เราทุกคนก็ย่อมหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราภาวนาว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา มีการเมื่อยล้าหิวกระหายป่วยเจ็บไข้เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา จะไม่เป็นอย่างอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันมารู้พากันมาเข้าใจ วันหนึ่งคืนหนึ่งนั้นมี ๒๔ ชั่วโมง เราต้องรู้เข้าใจว่า๒๔ ชั่วโมงนั้นเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะตัวตนนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ตัวตนนั้นมันคือทุจริต ตัวตนนั้นคือความไม่ถูต้อง
วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกายวันละ ๖ ชั่วโมง
หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านพาพระภิกษุสามเณรพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลาที่มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
มีการเสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน รักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เน้นที่ใจของเราทุก ๆ คน เน้นเพื่อจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเราทุกคน
เพราะเหตุผลว่า ตัวตนนั้นเป็นวัฏฏสงสาร ตัวตนนั้นคือการเวียนว่ายตายเกิด เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจเพื่อจะมาหยุดวัฏฏสงสาร พากันเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ จึงให้นอนพักผ่อนเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
การประพฤติการปฏิบัตินั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เราต้องรู้เข้าใจ การที่จะผ่านธาตุผ่านขันธ์ผ่านอายตนะภายนอกภายในนั้นมันต้องเป็นของยาก
เรามารู้มาเข้าใจในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องภายตนะ เพื่อจะผ่านธาตุผ่านขันธ์ผ่านอายตนะ เราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันสัก ๓ อาทิตย์ เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะมีกำลังจะมีพลัง
เราทุกคนก็จะข้ามธาตุข้ามขันธ์ข้ามอายตนะด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติเราทุกคนต้องเข้าใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีเก่าไม่มีใหม่ ไม่มีฆราวาสไม่มีนักบวช
เน้นที่ใจของเราทุก ๆ คนด้วยความตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้ใจนั้นเป็นภาชนะที่ใช้งานได้ ภาชนะที่ล้มหรือภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้
ผู้ที่มาบวชต้องรู้เข้าใจ ไม่มีเก่าไม่มีใหม่ มีแต่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
เราอย่าไปคิดว่า เราบวชมาใหม่ เราอย่าไปคิดว่าเราบวชมานานแล้ว ความเป็นจริงแล้วมันไม่มีเก่าไม่มีใหม่ การประพฤติการปฏิบัติให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน
เรารู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ใช่เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ที่ว่าเป็นคนใหม่คนเก่า
ทุกคนนั้นก็ย่อมมีอดีตเหมือนกันทุก ๆ คน เพราะทุกคนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร อดีตที่ผ่านมาแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ปล่อยให้วาง เพราะอดีตมันเป็นการเกษียณไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราพะวง ไม่ให้วิตกกังวล
ให้เอาปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราเข้าใจว่าความดับทุกข์ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราคิดว่าจะไปเอาพระนิพพานตอนหมดลมหายใจ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้อาจจะเป็นความคิดที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะ
เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้าก่อนที่จะหมดวาระจิตครั้งสุดท้าย เราไปมีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่าง ๆ จิตสุดท้ายที่เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั่นแหละ จะพาเราทุกคนนำไปสู่ทุคติ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบันอยู่ที่ปัจจุบัน
เราคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน มีน้อยที่สุดผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานตอนหมดลมหายใจ เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนั้นมันแน่นอนกว่า
ที่มีผู้มีความลังเลสงสัยว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัว่าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เรารู้เข้าใจ ต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน มันแน่นอน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เข้าใจจะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำตัวอย่างแบบอย่าง พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็ทำเป็นตัวอย่างแบบอย่าง เราต้องรู้เข้าใจ
เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร การที่มาบวชจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การมาบวชการมาปฏิบัติถึงได้มาเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพมาเป็นกัลยาณมิตร มาเอาผู้มุ่งมรรคผลนิพพานเป็นกัลยาณมิตร
ความรู้ความเข้าใจเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม เราเรียนหนังสือทำไม เราทำงานทำไม เรามาบวชมาปฏิบัติทำไม เราต้องรู้เข้าใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องรู้เข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เราต้องเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร
เราพากันมาคิดดูดี ๆ เพื่อนสหธรรมิกของเราทั้งหลายล้วนแต่เป็นสามัญชนที่เอาความหลงนำชีวิต เอาอวิชชานำชีวิต มีแต่เอาความผิดนำชีวิตด้วยกันทั้งนั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วไม่ต่ำกว่า ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ว่าที่พึ่งอย่างอื่นของเรานั้นมันพึ่งได้ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น พระธรรมพระวินัยคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเราทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนที่เกิดมาเป็นทั้งคนดีคนมีปัญญา อายุขัยของเราส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยปี
ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเราต้องรู้เข้าใจ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นก็จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ความสุขนั้นถึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจการทำหน้าที่ เพราะเราทำความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยนำชีวิต
ที่เราต้องมาใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า เราต้องรู้จักธาตุขันธ์อายตนะ ต้องผ่านธาตุขันธ์อายตนะ ไม่เอาอวิชชาเอาความหลงเอาสัญชาตญาณนำชีวิต ด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจ จะอาศัยความรู้ความเข้าใจในสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นนำชีวิตนั้นไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บรรยายให้ทุกคนรู้เข้าใจ จะเป็นนักบวชหรือผู้ไม่ได้บวชก็ใช้หลักการอย่างเดียวกันนี้หมด ทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าความดับทุกข์นั้นมันเป็นสากล เพราะความดับทุกข์นั้นอยู่ที่รู้ที่เข้าใจ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง
พระนิพพานนั้นถึงเป็นสากล ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องเอาธรรมะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเป็นธรรมนูญ เพราะธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพระนิพพานนั้นถึงเป็นธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบ ธรรมนูญนั้นถึงเป็นการดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้บอกเราทั้งหลายว่า ทุกคนต้องเข้าใจ ต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำด้วยธรรมนูญ
----------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา