๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๔ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การประพฤติการปฏิบัติธรรม ถ้าเรารู้เราเข้าใจการประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงจะถูกต้อง ความรู้ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นอาศัยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะร้อยเปอร์เซ็นต์ สติสัมปชัญญะนั้นก็มีอยู่ ๒ อย่าง สติสัมปชัญญะที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นก็อีกอย่างหนึ่ง สติสัมปชัญญะที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิก็อีกอย่างหนึ่ง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นมันมีอยู่ ๒ อย่าง เราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะได้ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ต้องมีความเห็นให้ถูกต้อง เข้าใจให้ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เป็นกรรมเก่าของเราทุก ๆ คน รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นกรรมใหม่ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องกรรมเก่าและกรรมใหม่ กรรมเก่าและกรรมใหม่ให้เราเข้าใจ กรรมเก่าและกรรมใหม่นี้จะเป็นกระแสจะเป็นโซเชียล

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องของกรรมเก่าและกรรมใหม่ เพราะนี้คือโซเชียลนี้คือกระแส

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ ให้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

ให้เรารู้จักกรรม กรรมทั้งทางความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นมันคือความผิดพลาดมันคือเสียหายนั่นแหละมันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้หลักในการประพฤติในการปฏิบัติ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานกับการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

การปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ที่น้ำไหลติดต่อต่อเนื่องสู่ลำห้วยแม่น้ำ ไหลสู่ทะเลสู่มหาสมุทรเป็นสายน้ำ น้ำหยดให้เราเข้าใจ น้ำหยดนั้นได้แก่น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนนี้ไม่ใช่สายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติต้องให้เป็นเหมือนลมหายใจเข้าหายใจออก ลมหายใจเข้าหายใจออกนี้ต้องหายใจเข้าหายใจออกตลอดอายุขัย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลติดต่อต่อเนื่อง ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปัจจุบันสติสัมปชัญญะของเราทุกคนต้องชัดเจน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมที่ชัดเจน สติสัมปชัญญะนั้นต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ยกเลิกตัวยกเลิกตน ตัวตนนั้นมันคือนายทุน ตัวตนนั้นคิดว่าเรียนหนังสือเรามีความรู้เราจะได้มีงานทำดี ๆ มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เราจะได้มีความสุข คิดว่าความสุขนั้นอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดของนายทุน เมื่อเรียนหนังสือจบแล้วมีความคิดว่าเราต้องทำงาน ทำงานแล้วเราจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงาน ความคิดอย่างนี้เรียกว่ากรรมกร คิดว่าทำงานจบแล้วจะได้รับผลประโยชน์ ความคิดอย่างนี้เรียกว่าความคิดของกรรมกร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่าไปคิดอย่างนายทุน อย่าไปคิดอย่างกรรมกร ถ้าเราคิดอย่างนายทุนคิดอย่างกรรมกร จิตใจของเราจะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ เหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมายกเลิกความคิดอย่างนายทุน มายกเลิกความคิดอย่างกรรมกร เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ใจของเราจะไม่พร่องเหมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ

 

เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้มรรคผลนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจเกิดจากการทำหน้าที่ อริยมรรคมีองค์แปดนั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น สมาธิสมาบัตินั้นไม่ใช่พระนิพพานไม่ใช่ธรรมนูญ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ ของเมืองไทยประเทศไทยท่านถึงให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้แหละคือความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

พระพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อละสังขารวายชนม์พร้อมกับพระนิพพานคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นมีน้อยมาก

 

มีคำถามว่าเราจะไปแก้ปัญหาเรื่องโกงกินคอร์รัปชั่นได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง พากันปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

อยู่ในโลกนี้ โลกที่หมุนรอบตัวเองหมุนรอบดวงอาทิตย์นี้เป็นกลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง ไม่มีใครไปแก้ไขคนอื่นได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านไม่ให้เราไปแก้คนอื่น พระอรหันต์ขีณาสพท่านไม่ให้เราไปแก้ที่คนอื่น

 

คนอื่นนั้นเราจะไปแก้ไขไม่ได้ การเรียนการศึกษาที่โรงเรียนทั้งในประเทศต่างประเทศ เน้นความรู้ความเข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจจะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ทุกหนทุกแห่งที่เป็นปัจจุบัน

 

เรารู้เราเข้าใจ อ่านออกเขียนได้ เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอาไปใช้เอาปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การทำประโยชน์ตนเอง ทำหน้าที่ของตนเองนั่นแหละคือประโยชน์ของผู้อื่น เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ อย่างความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้ไม่มีใครแก้ไขได้ เช่นเดียวกับบุคคลอื่น เราทุกคนจะไปคิดแทนเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาต้องคิดเองพูดเองเค้าต้องประพฤติปฏิบัติกิริยามารยาทอาชีพของเขาเอง

 

การเรียนการศึกษาเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้นี้ต้องเป็นความรู้จริง รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ต้องเป็นความรู้จริงไม่ใช่ความรู้จำ ความรู้จริงนั้นย่อมไม่อาศัยใคร ตนแลเป็นที่พึ่งของตน พึ่งตัวของเราเอง พึ่งความคิดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพของตัวเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนอย่าไปคิดว่าจะแก้ไขคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ที่ตัวของเราเอง เน้นมาที่ตัวของเรา เราทุกคนเอาตัวเอาตนนำชีวิตทุกคนก็รู้ตนเอง

 

เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ทุกคนนั้นปกปิดคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนอย่าพากันคิดที่จะแก้ไขคนอื่น พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่แก้ไขตัวเอง พระอรหันต์คือผู้ที่แก้ไขตนเอง เพราะเหตุผลว่าการแก้ไขตนเองนั่นแหละคือการแก้ไขบุคคลอื่น

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เรามีตัวมีตนทุกคนจะรักเคารพนับถือเรามั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วไม่มีใครเคารพรักนับถือ เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตเรานี้แหละจะเป็นผู้ที่ไม่เคารพนับถือตัวเอง แม้แต่ตัวเราก็ยังไม่เคารพนับถือตัวเราเลย เราจะให้คนอื่นมาเคารพนับถือมาเชื่อฟังเราได้อย่างไร

 

อริยมรรคมีองค์แปดเป็นความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องเอาอริยมรรคมีองค์แปดมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ ปัจจุบันเราต้องมีสติสัมปชัญญะชัดเจน มีฉันทะมีความพอใจในการกระทำชัดเจน มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในหน้าที่ที่ชัดเจน

 

เมื่อเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์ทางจิตใจของเรานั้นก็ย่อมไม่มี ความเครียดทางจิตใจของเรานั้นก็ย่อมไม่มี ความทุกข์ความเครียดของเรามีมันเกิดจากความต้องการ เรามีความรู้ความเข้าใจ เราจะไปต้องการอะไรอีก ถ้าเรามีความต้องการนั่นแหละคือคนบ้า คนที่มีเชื้อบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาเอาความรู้ที่เป็นสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นเราต้องเอามาใช้ในสมมติสัจจะนั้น ๆ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจว่าสมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราพากันคิดว่าสมมติสัจจะนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ ใจต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญ ความคิดอย่างนี้มันเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความคิดอย่างนี้เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราคิดว่าทุกอย่างสำคัญอยู่ที่ใจ เวลาทานข้าวทานอาหาร เวลาจะบริโภคใช้สอยปัจจัย ๔ ทำไมไม่พากันคิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ด้วยเหตุผลนี้สมมติสัจจะนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปประมาทไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนอย่าไปประมาท อย่าไปประมาทในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ อย่าพากันประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นท่านถึงเน้นวาระความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไม่ปฏิบัติอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องรู้จักการประพฤติรู้จักการปฏิบัติ

 

ธรรมนูญที่จะเกิดได้ต้องอาศัยกฎหมาย พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย วาระต่าง ๆ นั้นจึงเป็นเรื่องของปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะเอาความชอบหรือความไม่ชอบนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย ต้องเอากฎหมาย การทำหน้าที่ของตัวเองนั้นจึงจะเป็นการทำหน้าที่ของผู้อื่น

 

พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นต้องอาศัยสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

วิมุตติความหลุดพ้นจากตัวจากตนนั้นจึงเกิดจากเราทำหน้าที่ของสมมติสัจจะ เพราะสมมติสัจจะนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ฉันทะความพอใจในพระธรรมในพระวินัยนั้นถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นถึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานนั้นจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนธรรมนูญนั้นจะมีได้อย่างไร เราไปแก้ไขคนอื่นไม่ได้แก้ไขตนเองมันจะแก้ไขได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นคือปัญหา ตัวตนนั้นไม่ใช่ปัญญา ตัวตนนั้นมันคืออัตตามันคือตัวตนมันคือตัวกูของกูตัวสูของสู

 

คำว่าพระเราต้องรู้เข้าใจ คำว่าพระศาสนาเราต้องรู้เข้าใจ คำว่าพระก็ได้แก่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยก็ได้แก่สมมติสัจจะ สมมติสัจจะนั้นจึงเป็นคุณเป็นประโยชน์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ทางสายกลางที่เป็นเอไอที่พัฒนาวัตถุถึงต้องพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นธรรมนูญ เพื่อให้เป็นพระนิพพาน พระนิพพานกับธรรมนูญนั้นถึงเป็นความดับทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ทรงตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ที่เป็นโอวาทที่สำคัญที่สุดของโอวาท ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,372