๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๖ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเอาธรรมนูญนำชีวิตเพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

 ธรรมนูญนั้นเป็นความบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นเป็นการยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง ระบบความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นระบบของกระทรวงการคลังของเราทุก ๆ คน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเราต้องรู้เข้าใจว่านั้นเป็นระเบียบของกระทรวงการคลังแห่งชีวิต ชีวิตของเรามีรายรับรายจ่าย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง

 

ระเบียบกระทรวงการคลังนั้นที่เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจึงเป็นวาระแห่งชาติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความเข้าใจแล้วจะไม่มีความหลงลืม

 

ความเข้าใจนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเอากายเอาวาจากิริยามารยาทอาชีพมาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะมีความรู้ความเข้าใจว่าปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบันของการประพฤติการปฏิบัติ

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่ได้เลือกกาลเวลาสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติคือการทำหน้าที่

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะภายนอกภายใน ที่เป็นทรัพยากรที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เช่นเดียวกับน้ำมันที่เราเอามาทำเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับแก๊สที่เราเอามาทำเชื้อเพลิง น้ำมันนั้นเกิดจากสิ่งปฏิกูล แก๊สนั้นเกิดจากสิ่งปฏิกูล แต่น้ำมันนั้นแก๊สนั้นมนุษย์ผู้มีปัญญาก็เอาน้ำมันเอาแก๊สนั้นมาใช้เป็นพลังงานของเชื้อเพลิง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในเอามาใช้เอามาทำประโยชน์เอามาทำหน้าที่ ปัญหานั้นต้องให้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นต้องให้เป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ จะได้เอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เพื่อให้เอไอทางวัตถุเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกอวิชชา ยกเลิกความหลง เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญาเพื่อจะได้เอาทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจเราทุกคนต้องเอาทรัพยากรที่มีอยู่นี้เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ทรัพยากรนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั่นแหละคือทรัพยากร ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากนั่นแหละคือทรัพยากรที่เราจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เปรียบเสมือนเอาน้ำมันมาใช้เป็นพลังงาน เปรียบเสมือนเอาแก๊สที่เราเอามาใช้เป็นพลังงาน เราเอาดินเอาน้ำเอาลมเอาไฟมาใช้เป็นพลังงาน เราเอาตาหูจมูกลิ้นกายใจมาใช้เป็นพลังงาน เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญาให้ได้ เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านรู้ท่านเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั่นแหละคือพุทธกิจ ความรู้ความเข้าใจนั่นแหละคือศาสนกิจ ความรู้ความเข้าใจนั่นแหละคือกิจที่ควรทำ ความรู้ความเข้าใจนั่นแหละคืออกรียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

ความรู้ความเข้าใจ เราต้องเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้อยู่ทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่

 

ให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายรู้เข้าใจ เราจะเอาทรัพยากรที่มีอยู่นี้มาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบันที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่ความว่างที่ขาดสูญ พระนิพพานนั้นเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจจะทำให้เรามีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงมีอยู่ที่ปัญหา ที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่วิกฤต เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส พระนิพพานนั้นจึงเป็นสภาวธรรมอยู่นอกเหตุเหนือผลอยู่เหนือตัวเหนือตน สภาพจิตใจของเราเข้าไปปรุงแต่งไม่ได้

 

พระนิพพานนั้นเป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่ ที่เราเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในนั้นมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาธรรมนูญ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ของตัวเราเองอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นไปยังพุทธกิจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นไปยังศาสนกิจ

 

ท่านผู้ฟังต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นการทำประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น การทำศาสนกิจของพระอรหันต์นั้นคือการทำประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น

 

การที่จะไปแก้ไขภายนอกนั้นเป็นเรื่องปลายเหตุ มันแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่จะไปสร้างปัญหา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจว่าไม่มีใครแก้ปัญหาภายนอกได้ เราทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวของเรา มาแก้ที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ต้นเหตุเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องแก้ที่ต้นเหตุ เพราะเราไปแก้ที่ปลายเหตุนั้นเราแก้ไม่ได้ แก้ที่ปลายเหตุนั้นมีแต่จะสร้างปัญหา

 

ข้าราชการนักการเมืองนักศาสนาต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจการดำเนินชีวิตนั้นจะเป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ให้ท่านผู้ฟังพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เมื่อเรารู้เข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่ในตัวทรัพยากรเอง จะได้เอาทรัพยากรนั้นมาเป็นพลังงาน เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

พระพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้เข้าใจในทรัพยากร พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้รู้ผู้เข้าใจในทรัพยากร เอาทรัพยากรนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เอาของที่มีอยู่แล้วมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจในทรัพยากร สมมติสัจจะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้เอาสมมติสัจจะนี้มาใช้เป็นทรัพยากรแห่งการประพฤติแห่งการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ฟังต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาทรัพยากรที่เป็นสมมติสัจจะนี้เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในการใช้ทรัพยากร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราต้องเอาทรัพยากรเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เราจะเอามาใช้เป็นระเบียบของกระทรวงการคลัง สมมติสัจจะทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องเอามาใช้ให้เป็นระเบียบของการคลังแห่งการประพฤติแห่งการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัยในการใช้ทรัพยากร เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ความรู้ความเข้าใจในทรัพยากรเราถึงจะเอาทรัพยากรนั้นเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติได้

 

ยกตัวอย่างอย่างอุปกาชีวก

คำทูลถามของอุปกาชีวก

เมื่ออุปกาชีวกได้เดินสวนทางมาและเห็นพระพุทธเจ้า ทึ่งในพระรัศมี (ฉัพพรรณรังสี) และพระฉวีวรรณที่ผ่องใสเป็นประกายอย่างที่ไม่เคยพบเห็นจากนักบวชคนใดมาก่อน จึงเข้าไปทูลถามด้วยความสงสัยว่า

 

พระดำรัสตอบของพระพุทธเจ้า

เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครเป็นอาจารย์สั่งสอน พระองค์จึงตรัสตอบเป็นพระคาถา (คาถาอนันตชิน) อย่างตรงไปตรงมาว่า

 

พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ธรรมและครอบงำธรรมทั้งปวงโดยไม่มีอาจารย์หรือผู้เสมอเหมือน ทรงเป็นพระอรหันต์และศาสดาเอกในโลก เมื่ออุปกาชีวกถามย้ำว่าทรงปฏิญาณตนเป็น "อนันตชิน" (ผู้ชนะหาที่สุดมิได้) หรือ พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าผู้ถึงความสิ้นอาสวะคือผู้ชนะเช่นกัน

 

ปฏิกิริยาตอนท้ายของอุปกาชีวก อุปกาชีวกแสดงปฏิกิริยาโดยการสั่นศีรษะ แลบลิ้น และกล่าวว่า "หุเวยฺยาวุโส" (ก็อาจจะเป็นไปได้) ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเป็นพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจท่านจึงได้ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

 

ท่านผู้ฟังทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราจะได้เอาทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นี้เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นถึงเกิดจากที่เราเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เกิดจากเราเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส พระนิพพานนั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงเป็นพุทธกิจเป็นการทำศาสนกิจเป็นกิจที่ควรทำ เป็นอก

รณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็จะเกิดความเสียหาย ก็จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ฉันใดก็ฉันนั้น พระนิพพานนั้นจึงเป็นวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ที่เราพากันคิดว่า เราลงทุนแล้วเราจะได้รับผลประโยชน์นี้เป็นความคิดที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความคิดที่ไม่มีความสงบ ไม่ได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ เป็นความคิดที่มีความเข้าใจว่าเราทำงานเสร็จแล้วเราจะได้ค่าจ้างในการทำงาน อย่างนี้เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่พอเพียงเพียงพอ

 

วงจรในการประพฤติการปฏิบัติมันเป็นวงจรที่ไม่เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ นี้มันดับทุกข์ไม่ได้มันแก้ปัญหาไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ท่านให้เอาวงจรทางจิตทางใจ ให้มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การทำงานนั้นถึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นถึงจะเป็นการทำงาน ๒ อย่างนี้แยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็จะเกิดความเสียหาย ก็จะเกิดการพังทลายจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

ถ้าเราไปเอาวาระทางกาย กายของเราอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี มันนานเกินไป ต้องเอาวาระอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้เข้าถึงกิจที่ควรทำอยู่ที่ปัจจุบัน ให้ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท เอาปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นไฟต์หรือว่าเป็นการชิงแชมป์อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นต้องไม่มีความประมาท เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้อดีตเราก็ยกเลิก อนาคตเราก็ไม่ต้องวิตกกังวล ปัจจุบันนี้คือทรัพยากรทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียง ๆ อยู่ที่ปัจจุบัน รู้เข้าใจเรื่องรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องของปัจจุบัน ปัญหานั้นต้องเป็นปัญญา วิกฤตนั้นต้องเป็นโอกาส ปัจจุบันเราต้องเอาทรัพยากรที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ให้ความดีและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ยกเลิกความชอบความไม่ชอบ เอาธรรมนูญที่เป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญจะเป็นความสมบูรณ์ จะเป็นความพอเพียงเพียงพออยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

กฎหมายระเบียบวินัยเวลาเป็นสมมติสัจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อให้เราหยุดขั้วบวกขั้วลบ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเราจึงมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ ข้อแม้นั้นได้แก่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ข้อแม้นั้นเปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทุกท่านทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเหตุนี้ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ความสงบนั้นถึงคู่กับปัญญา ศรัทธานั้นถึงคู่กับปัญญา ความเพียรนั้นคู่กับความสงบ

 

ทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

รู้เข้าใจ ทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เป็นทรัพยากร ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาทรัพยากรเอามาใช้เอามาทำประโยชน์เอามาทำหน้าที่ เช่น เอาน้ำมันมาใช้เป็นพลังงาน เอาแก๊สมาใช้เป็นพลังงาน เอากายเอาวาจาเอากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เป็นพลังงานที่เป็นพลังงานบริสุทธิคุณ เพื่อให้เอไอนั้นเป็นเอไอบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงได้แก่บริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นพุทธกิจในการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้รู้จะได้เข้าใจในปัญหา

 

เมื่อก่อนเราพากันคิดว่าปัญหาต่าง ๆ นั้นมันมีมากมายจริง ๆ เราจะทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัญหานั้นแหละคือปัญญา วิกฤตนั้นแหละคือโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่ได้เอาความถูกใจและความไม่ถูกใจ เพราะความถูกใจและความไม่ถูกใจนั้นมันคือความไม่ถูกต้อง ต้องเอาธรรมนูญ เพราะธรรมนูญนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นจะไม่มีความปรุงแต่ง ถ้ามีความปรุงแต่งแล้วจะไม่ใช่ธรรมนูญ ถ้ามีความปรุงแต่งแล้วจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

เราพากันคิดดูให้ดี ๆ ถ้าเราไม่เอาความชอบใจและไม่ชอบใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นมันก็จะมีไม่ได้ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะเราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีความชั่ว เราพูดดีก็ดีอยู่แล้วไม่มีความชั่ว เรากิริยามารยาทดีมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีความชั่ว เราอาชีพดี ๆ อาชีพที่ไม่เบียดเบียน อาชีพที่เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีความชั่ว

 

ความอยากความต้องการนั้นแหละคือคนบ้าคือคนผีบ้า ความไม่อยากความไม่ต้องการนั้นแหละคือคนบ้าคือคนผีบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธรรมนูญนั้นถึงอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือการปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน ต้องรู้เข้าใจ

 

เรารู้เข้าใจเราทำหน้าที่ สุขภาพกายก็ดี สุขภาพใจก็ดี ความอยากและความไม่อยากจึงเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ ความอยากและความไม่อยากนั้นจึงเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ จะได้เอาทรัพยากรที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เอามาใช้เอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่าให้เรารู้ให้เข้าใจ จะได้เอาปัจจุบันที่เป็นทรัพยากรที่ประเสริฐเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,371