๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตที่เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมให้เป็นสิ่งเดียวกัน

 

การปฏิบัติธรรมกับการทำงานถึงเป็นสิ่งเดียวกัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่ยกเลิกการทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มาเน้นเฉพาะเจาะจงเรื่องจิตเรื่องใจ

 

ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องทำหน้าที่ของเราด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย ปัจจุบันเป็นอย่างไรอนาคตเป็นเช่นนั้น เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน

 

ปัจจุบันต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเราทุกคนจะได้คอนโทรลตัวเองไม่ปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณ ทุกคนจะได้คอนโทรลตัวเอง

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เรารู้เราเข้าใจ เราให้อาหารกาย เราให้อาหารใจ ๒ อย่างนี้ต้องได้รับอาหารไปพร้อม ๆ กัน เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจจนกว่าเราทุกคนจะสิ้นอายุขัย

 

ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ เป็นทางสายกลางระหว่างร่างกายกับจิตใจ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นทางสายกลางระหว่างร่างกายกับจิตใจ เราทุกคนต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาความรู้คู่กับการปฏิบัติ เอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

สัญชาตญาณของเราทุกคนที่มีความยึดมั่นถือมั่น รักความสุข หลงความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนี้จะเป็นอบายมุขเป็นอบายภูมิ เป็นภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกอย่างนี้มันคือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม นี้คือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้เข้าใจ อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยที่จะหยุดเหตุหยุดปัจจัยของวัฏฏสงสาร พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

การปฏิบัติใจการพัฒนาใจ ใจนั้นเป็นนามธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยความตั้งใจตั้งเจตนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องทานอาหารเพื่อสรีระร่างกาย เราทุกคนต้องพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกาย

 

การปฏิบัติใจการพัฒนาใจต้องพัฒนาที่กาย เพื่อกายกับใจนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องว่าการปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นอาหารทั้งทางกาย เป็นอาหารทั้งทางใจ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นอบายมุขที่เป็นอบายภูมิ

 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นการหยุดสัญชาตญาณ

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย ถือเอาพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นข้อวัตรกิจวัตร นั้นไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั้น นั้นเป็นการยึดมั่นถือมั่น นั้นคือการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

เพราะเหตุผลว่า พระธรรมพระวินัยคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ที่พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว จะให้ข้าพเจ้าทั้งหลายเอาอะไรมาเคารพ เหมือนเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในปัจจุบันนี้

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

ความเคารพนั้นถึงเป็นสาเหตุให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่หยุดสัญชาตญาณ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสาเหตุให้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติเพื่อเราจะได้พัฒนาวัตถุกับพัฒนาใจให้เป็นทางสายกลางไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทำให้ทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะได้ทำหน้าที่ จะได้คอนโทรลตัวของเราเองด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความดีที่ประกอบปัญญา ความดีและปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอามาใช้เอาประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนมายกเลิกสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นมันขั้วบวกขั้วลบ สัญชาตญาณจะจบลงได้ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

เราทุกคนต้องรู้จักสัญชาตญาณ เราชอบความทุกข์ ไม่ชอบความทุกข์ เรามีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้คือสัญชาตญาณ

 

สัญชาตญาณนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร สัญชาตญาณนั้นเป็นการเวียนว่ายตายเกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะหยุดสัญชาตญาณได้ด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ธรรมวินัยเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเป็นข้อวัตรกิจวัตร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาวิถีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นเป็นการประพฤติการปฏิบัติ

 

มรรคผลนิพพานนั้นถึงอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อดีต ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นชาติศาสน์กษัตริย์

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ ๓ อย่างนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นข้อวัตรกิจวัตรเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย มันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องไม่ประมาท วินาทีเดียวที่อยู่ในปัจจุบัน วินาทีเดียวนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติจะเป็นชาติศาสน์กษัตริย์ จะเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เพื่อเราจะเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ หน้าที่กับเจ้าหน้าที่นี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่นั้นคือไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

ถ้าความรู้ไม่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติได้แก่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่ ไม่ได้เอาความดีและปัญญาที่ให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เจ้าหน้าที่เพื่อทำหน้าที่ที่หยุดสัญชาตญาณ ไม่ให้สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ทำงาน

 

เรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรม เจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้รู้เป็นผู้ทำงานเป็นผู้ที่ทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าความรู้ความเข้าใจนั่นแหละคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นี้ต้องทำงานถึงจะเรียกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติเรารู้เราเข้าใจ เราทำหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำงานนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตรมาทำหน้าที่ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องจะเป็นการก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

พระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นพระนิพพาน เป็นหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนเข้าใจ ว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ แล้วมีความสุขในการทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นก็จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราต้องมาหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วัตถุนั้นก็อาศัยหลักการของทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์เราต้องรู้เข้าใจ ว่าเราเรียนหนังสือเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้เอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาประพฤติมาปฏิบัติมาหยุดสัญชาตญาณเพื่อมาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่จะยกเลิกตัวยกเลิกตน การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ถึงต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เอาทั้ง ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน เพราะเหตุผลว่า การพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อตัวเพื่อตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ การพัฒนาใจเพื่อตัวเพื่อตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ทางจิตใจเราก็อาศัยหลักที่เราทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ

 

การพัฒนาเราทุกคน เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจพัฒนาทั้ง ๒ อย่างก้าวไปพร้อม ๆ กัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เราทุกคนต้องทำอย่างนี้ เพราะเหตุผลว่านี้มันคือกรรม นี้คือกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม ปัจจุบันเป็นเช่นไร อนาคตเป็นเช่นนั้น

 

พระนิพพานความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ถึงมีอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท เราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทำงานต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย ความประมาทนั้นคือการพังทลายคือความเสียหาย

 

ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้

 

วัฏฏสงสารนั้นได้แก่สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระนิพพานนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะได้เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องปฏิบัติที่กาย ต้องปฏิบัติที่วาจา ต้องปฏิบัติที่กิริยามารยาท ต้องปฏิบัติที่อาชีพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่า สิ่งภายนอกกับภายใน กายกับใจนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ๒ อย่างนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติใจถึงต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทนั่นแหละคือการปฏิบัติใจ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ เราจะไม่ได้แยกทางวัตถุกับแยกทางจิตใจ เพราะเหตุผลว่า ๒ อย่างนี้มันคือสิ่งเดียวกัน

 

เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราคิดว่าใจกับกายมันคนละอย่าง ความคิดอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความคิดอย่างนี้มันเป็นความปรุงแต่ง

 

ธรรมวินัย เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ธรรมวินัยเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ถ้าเราไปคิดว่าใจก็ส่วนหนึ่งกายก็ส่วนหนึ่งนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เรามีความสุขในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่เราเป็นเจ้าหน้าที่ความสงบก็เป็นเงาตามตัว

 

หมวดธรรมสติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ความรู้นี้คือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่อยากทำหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าเจ้าหน้าที่มีความสุขในการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

ความสุขความดับทุกข์หรือว่าพระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่พระธรรมพระวินัย อยู่ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ถึงเรียกท่านผู้นั้นว่าเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติสมควร เป็นผู้ปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด

 

มีคำถามว่า ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ เราประพฤติปฏิบัติทำอย่างนี้ทำหน้าที่อย่างนี้ มีความสุขในการทำหน้าที่อย่างนี้จะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด จะเป็นความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ความสุขนั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นถึงอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทุก ๆ คนนั้นถึงเป็นพระได้เหมือน ๆ กันทุกชาติทุกศาสนา ทุกคนรู้เข้าใจทุกคนนั้นก็เป็นพระ พระนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้คือเป็นหลักการที่หยุดวัฏฏสงสาร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ มีความสุขกับการทำหน้าที่ เพราะความสุขกับความสงบมันอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยเหตุผลนี้ความทุกข์ความเครียดจะไม่มี

 

มีคำถามเพื่อไม่ให้เกิดความลังเลสงสัย ว่าการประพฤติการปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด

 

คำว่าหยุด คำว่าปฏิบัติ นั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ไม่ใช่ความสงบ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ อย่างเราไม่ทานอาหารร่างกายก็จะมีความทุกข์ อย่างเราไม่พักผ่อนร่างกายของเราจะมีความทุกข์ อย่างเราเอาสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน รักความสุข ไม่ชอบความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นวัฏฏสงสาร

 

พระธรรมพระวินัยถึงเป็นหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติที่มีความสุข ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้นั้นถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เราทุกคนก็จะไม่มีคำถามว่าการประพฤติการปฏิบัติต้องปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด เพราะความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาที่ปัจจุบันนี้ มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้

 

อย่างเช่น มีผู้ทูลถามว่าตายแล้วได้เกิดอีกมั๊ย หรือว่าตายแล้วก็แล้วไป สูญหายไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสตอบว่า อันนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าอดีตก็อยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ๙๙ เปอร์เซ็นต์นั้นมีสิทธิ์ที่จะผิดพลาด

 

ส่วนใหญ่เราจะไปเอาพระนิพพานตอนที่จะหมดลมหายใจเป็นวาระจิตสุดท้าย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบันนี้มันแน่นอนกว่า

 

ด้วยเหตุผลนี้ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเข้าถึงความเต็มๆ ๆ ๆ อยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความเต็ม มาจุติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ มาประสูติก็พระจันทร์วันเพ็ญ ตรัสรู้ก็พระจันทร์วันเพ็ญ แสดงธรรมจักกัปวัตตนสูตรก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานก็พระจันทร์วันเพ็ญ

 

ท่านรู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องเข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้แน่นอนกว่าเพื่อไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ให้เราทุกคนพากันเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะตั้งอยู่ในความประมาท เอาปัจจุบันนี้แหละมาทำหน้าที่ที่เป็นเจ้าหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงตั้งอยู่ในความประมาทนั้นไม่ได้ ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราทุกคนจะประมาทไม่ได้

 

 ความเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท  เราเคารพในพระธรรมในพระวินัยนั้นคือการเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเคารพในพระอริยสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่มหาปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา                                                          

 

 

Visitors: 115,890