๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๖ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้ว่าทุกข์มันอยู่ที่ไหน เพราะเหตุใดมันถึงเป็นทุกข์มันถึงมีทุกข์เราจะได้ดำเนินชีวิตด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย สิ่งที่มันเคยมีปัญหาที่ผ่านมามันจะได้เป็นปัญญา เราจะได้เป็นผู้มีศีลมีสมาธิมีปัญญา เราจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้ดำเนินชีวิตไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินี้อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ วาระจิตสุดท้ายก็อยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย จะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม
เราทุกคนต้องเอาปัญญานำชีวิต เอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เราจะไปทำอะไรจากสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นไม่ได้ เราต้องทำอะไรจากความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาจากความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นความสงบและปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เรามีคาวมสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็จะมีความสงบ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเรามีความสุขเราก็ย่อมมีความสงบ ความสุขนั้นถึงอยู่ที่เรามีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราพากันมารู้อริยสัจ ๔ รู้ความจริงอย่างนี้ เรามาทำความดีเพื่อความดี เพราะความดีนั้นเป็นความถูกต้อง เราอย่ามาทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี เพื่ออยากเป็นคนดี เราต้องรู้ต้องเข้าใจอริยสัจ ๔ อย่างนี้
เราหยุดเอาความหลงนำชีวิต เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ เรามามีความสุขในการทำงาน มามีความสุขในความขยันเสียสละ เมื่อยกเลิกตัวเราของเรา ตัวกูของกู เรามาหยุดเอาความหลงนำชีวิต หยุดเอาความผิดนำชีวิต เรามาหยุดอวิชชาหยุดความหลง ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามาเป็นผู้ให้เรามาเป็นผู้เสียสละ เพราะเหตุผลว่าถ้าเราจะมาเป็นผู้เอานั้นมันคือความไม่ถูกต้อง เราต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละมันถึงจะถูกต้อง การดำเนินชีวิตของผู้ที่จะมาเอา เป็นชีวิตที่ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจในอริยสัจ ในความจริง ให้รู้เท่าตามความเป็นจริง เพื่อจะได้หยุดเพื่อจะได้ยกเลิก มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการยกเลิก
เราทุกคนต้องพากันมาให้ทานพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่ให้ทานเราไม่เสียสละเราจะเข้าถึงความไม่มีทุกข์ เข้าถึงความดับทุกข์นั้นไม่ได้ เราต้องพากันมาให้ทาน พากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่ให้ทานเราไม่เสียสละ สติสัมปชัญญะของเรานั้นจะไม่มีจะไม่เกิด เราต้องเป็นผู้มาให้มาเสียสละ มีความสุขในการเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมีสติมีสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ท่านเสียสละตลอดกาลตลอดเวลา อย่างวันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านเสียสละเพื่อสรีระร่างกายได้พักผ่อนบรรทมวันละ ๔ ชั่วโมงเพื่อสรีระร่างกาย ท่านให้ทานให้เสียสละให้ร่างกายเพื่อร่างกายจะได้พักผ่อน ทานเสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวาอินทร์มารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละ สติสัมปชัญญะของท่านถึงจะสมบูรณ์ ถ้าเราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะนั้นย่อมไม่เกิดย่อมไม่สมบูรณ์
สมมติสัจจะทั้งหลายที่สมมติว่าดีว่าชั่ว ว่าผิดว่าถูก ว่าไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อเราจะได้เสียสละ ความเป็นนิติบุคคลตัวตนที่มันเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละนะ
เราต้องปฏิบัติให้สมมติสัจจะนั้นให้ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา ผู้มีปัญญามาก ๆ ผู้มีความรู้ความเข้าใจมาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ คำว่าสงบกับการปฏิบัตินั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกันนะ เมื่อผู้มีความรู้มาก ๆ มีปัญญมาก ๆ ไม่มีความสงบนั้นมันไม่ได้ ปัญญากับความสงบถึงต้องเดินควบคู่กันไป อันหนึ่งปัญญา อันหนึ่งความสงบต้องควบคู่กันไป ผู้มีความสงบแล้วก็ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันก็จะเป็นนิติบุคคลตัวตน มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ มันจะก้าวไปไม่ได้ เพราะไปทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ไม่ได้ทำความดีด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทำความดีเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน
เราต้องรู้เข้าใจ เอาสมมติสัจจะนั้นแหละมาประพฤติมาปฏิบัติ ปฏิบัติหน้าที่ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นพระนิพพานเป็นความดับทุกข์ จะว่าความดับทุกข์ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วครู่ชั่วยาม
ถ้าเรารู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องในปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นอริยมรรคในการประพฤติในการปฏิบัติ ให้เราเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ นี้คือศีลคือสมาธิคือปัญญา นี้จะเป็นปฏิปทาของเราทุก ๆ คน เพื่อเอาปัญหาที่ผ่านมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เป็นสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ รู้เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เพื่อไม่ให้สิ่งต่าง ๆ นั้นมีปัญหา เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นปัญญา
เราทุกคนเกิดมาถึงต้องมีปัญญามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ มาเป็นผู้ที่มีศีล ศีลนั้นคือผู้ที่ให้ ผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่เสียสละอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ เพราะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราไม่เสียสละนั้นไม่ได้ ถ้าเราไม่เสียสละเราไม่มีศีล จะไม่มีฐานของความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ศีลนั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เค้าจะสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างที่อยู่อาศัยก็ต้องมีที่ดินที่สร้างบ้านสร้างเรือนสร้างที่อยู่อาศัย ถึงจะมีที่ปลูกต้นไม้พืชพันธุ์ธัญญาหาร
ศีลนั้นคือเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ ศีลนั้นคือการเสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจทีรู่เข้าใจ ใจที่รู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มารวมลงที่ใจ ใจที่มีศีล ศีลนี้ถึงเป็นบริสุทธิคุณที่ออกมาจากใจจากเจตนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นอุปกรณ์ของใจ ใจต้องรู้อริยสัจสี่ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ใจต้องมีศีล ศีลต้องมาจากใจที่มีความตั้งใจตั้งเจตนา ใจที่จะไม่ตรึกในกามในพยาบาท ยกเลิกในการตรึกในกาม ยกเลิกในการตรึกในพยาบาท
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เรารักษาศีลเพื่อให้คนอื่นยอมรับว่าเราเป็นคนดีมีศีลมีธรรม มีข้อวัตรกปฏิบัติงดงาม เรารักษาศีลอย่างนั้นมานจะเป็นนการรษาศีลเพ่อตัวเพือตน ผู้รักษาศีลเช่นนี้จะเป็นนักหลอกลวง เรารักษาศีลเพื่อยเลิกตัวยกเลิกตน ไม่หวังผลอะไรตอบแทน
เรารักษาศีลเพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท เพราะการตรึกในกามในพยาบาทนั้นเป็นความทุกข์เกิดขึ้นทุกข์ตั้งอยู่ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย เราต้องรักษาศีลเพื่อให้สติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ เพื่อเราจะได้ลงรายละเอียดในกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีสติมีสัมปชัญญะ ใจที่ไม่ตรึกใจกาม ไม่หมกมุ่นในพยาบาท ใจที่ไม่ตรึกในพยาบาทไม่หมกมุ่นในพยาบาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่เสียสละ ด้วยเหตุผลนี้ท่านถึงให้เราเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ให้ทาน ทานทางวัตถุ ทานทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพยกเลิกตัวตนอย่างนี้ ตัวตนนั้นคือความทุกข์ ตัวตนนั้นคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย แผ่นดินไหวอยู่ไกลอยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์ ห่างไกลร่วมพันกิโล ตึกอื่น ๆ ใหญ่กว่าสูงกว่าตั้งหลายตึกก็ไม่หวังทลายไม่เสียหายเหมือนตึก สตง. เพราะเหตุว่ามีความถูกต้องมากกว่า มีสติสัมปชัญญะมากกว่า เอาความหลงนำชีวิตไม่เอาความผิดนำชีวิต
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมาเน้นมาประพฤติปฏิบัติที่เรานี้เอา เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้ นี้เป็นเรื่องเฉพาะตน เรามาคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตน
เราพากันมาเสียสละ พากันมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ ต้องมาละความยึดมั่นถือมั่น ศีลสมาธิปัญญาเป็นหลักการของการยืดมั่นถือมั่น เรามามีความสุขในการละความยึดมั่นถือมั่น พระธรรมพระวินัยสมมติสัจจะทั้งหลายเป็นหลักการที่มาละความยึดมั่นถือมั่น มาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยยาน เพราะระยะทางมันไกล ถ้าทางบกทางอากาศก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบิน ถ้าทางทะเลมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตยาณที่เป็นหลักการที่เป็นพระนิพพานเป็นความดับทุกข์ควาไม่มีทุกข์ ศีลสมาธิปัญญาถึงเนหลักการถึงเป็นพระนิพพานถึงเป็นความดับทุกข์ ผู้ไม่มีความสุขในการรักษาศีลผู้นั้นคือผู้ที่ไม่มีพระนิพพาน ผู้ไม่มีความสุขในการยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ไม่ยกเลิกอคตทั้ง ๔ ผู้นั้นถึงไม่มีพระนิพพาน ศีลสมาธิปัญญาถึงเป็นยานที่จะหยุดสัญชาตญาณที่ยกเลิกวัฏฏสงสารด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจในพระรัตนตรัย ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีมาหลายล้านชาติหลายล้านปี ท่านได้ทรงตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้ความเข้าใจ ท่านเข้าถึงความบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจ ได้บอกได้สอนให้ประชาชนมหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ในการดำเนินชีวิตด้วยหลักการเอาพระนิพพานนำชีวิต
ความไม่รู้ไม่เข้าใจประชาชนมหาชนสรรพสัตว์ทั้งหลาย หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ไม่เข้าใจในทุกข์ ในเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสาระสำคัญ ถ้าเอาความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่ลืม เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นจะไม่ลืม พระอรหันต์ขีณาสพนั้นจะเป็นผู้ที่ไม่ลืม เพราะท่านเป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ท่านจะเป็นผู้ที่ไม่ลืม ผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วผู้นั้นชื่อว่าบุคคลที่ไม่ลืม คือบุคคลผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ท่านจะเป็นผู้ที่ไม่ลืม
ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะหมายถึงผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ผู้ที่ยกเลิกตัวตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ท่านรู้เข้าใจ ท่านยกเลิกตัวตน ผู้ที่ยกเลิกตัวตนอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ลืมตัวลืมตน ไม่หลงตัวหลงตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
เราต้องรู้เข้าใจนะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถ้าเอาความหลงนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิตก็ชื่อว่าผู้นั้นไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ คือผู้ที่ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัญญามาก ๆ ความฉลาดมาก ๆ นั้นจะเป็นปัญหา ด้วยเหตุผลนี้ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องยกเลิกตัวตนมาก ๆ ความสงบนั้นถึงจะเกิดได้ อย่างเรามีความสุขในการเสียสละในการทำงาน เพื่อการทำงานนั้นคือการเสียสละ เพราะมันเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามีตัวมีตนเราก็ไม่อยากทำงาน เราอยากจะเป็นผู้สั่งการ จะเป็นผู้ที่ไปแก้ไขคนอื่นบอกคนอื่น ตัวเองไม่ได้บอกไม่ได้สอนไม่ได้ประพฤติไม่ได้ปฏิบัติ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เสียสละมาก ๆ การเสียสละเป็นความดีในเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด
เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ เราจะได้พากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พากันมาเสียสละ มีความสุขในการเสียสละเพื่อให้เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เพื่อปัญญานั้นจะเป็นปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตน ไม่เอาปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
เราพากันมาพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักการวิทยาศาสตร์ด้วยการเสียสละ เพื่อไม่มีตัวไม่มีตนเพื่อเสียสละ เรามาพัฒนาใจเพื่อไม่มีตัวไม่มีตนเพื่อเสียสละ เอาทั้งวิทยาศาสตร์ เอาทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นหลักการสีขาว เป็นมนุษย์ผู้รู้เข้าใจ เป็นเทวดาผู้รู้เข้าใจ เป็นพระพรหมผู้รู้เข้าใจ เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เป็น สตง. กกต. ปปง. ปปช. ผู้รู้ผู้เข้าใจด้วยโครงสร้างสีขาวที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ความดีเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ปัญญาจากจำจากการท่องจำ ไม่ใช่ความรู้จากคนอื่น ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจของเราเอง ไม่ใช่ไปจำใครมา ความรู้ความเข้าใจของผู้อื่น เช่นความรู้ของพระพุทธเจ้า ความรู้ของพระอรหันต์ขีณาสพ ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ความรู้นั้นมันเป็นความรู้ของผู้อื่นนะ เราต้องมารู้มาเข้าใจในตัวของเราเอง เพราะอันนั้นเป็นความรู้ของคนอื่นของผู้อื่น ไม่ใช่ความรู้ของเรา
เราต้องรู้เข้าใจ เราจะเป็นทั้งคนฉลาด เราจะเป็นทั้งคนดี คนฉลาดกับคนดีก็ต้องอยู่กับเรา ที่เรารู้เข้าใจ ที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ เราไม่ต้องอาศัยใคร เราต้องรู้เข้าใจ อย่างเราห้อยพระแขวนพระ ให้เรารู้เข้าใจอันนี้เป็นความดีของพระพุทธเจ้า เป็นความดีของพระอรหันต์ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความดีของเรา ยังไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปแขวนพระให้หนักคอทำไม อันนั้นเป็นความดีของพระพุทธเจ้า เป็นความดีของพระอรหันต์ เราต้องรู้เข้าใจ พระนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจอยู่ที่เราเสียสละเรายกเลิกตัวตน เรามีตัวมีตน ถึงแม้เราจะแขวนคอด้วยพระพุทธเจ้าด้วยพระอรหันต์อันนั้นเป็นความดีของท่าน ให้เรารู้เข้าใจ
เรามารู้หลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน เพราะเหตุผลว่าตัวตนมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย เราต้องเข้าถึงบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจ ใจที่เสียสละ
เราทุกคนมารู้อริยสัจสี่ มารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้แล้วเราไม่เสียสละมันจะดับทุกข์อย่างไร ความดับทุกข์นั้นถึงอยู่ที่เป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะมีศีลมีสมาธิมีปัญญาได้อย่างไร พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสมมติสัจจะ เป็นหลักการให้เราทั้งหลายได้ประพฤติได้ปฏิบัติ ปัจจุบันนั้นเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา ผู้มีตัวมีตนมาก ๆ หรือผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละให้มาก ๆ การเสียสละนั้นอาศัยหลักการที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ
เราทุกคนต้องพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในพระธรรมพระวินัยในพรหมจรรย์นั้นมันจะเป็นพระนิพพาน เพื่อให้พรหมจรรย์ของผู้ปฏิบัตินั้นสมบูรณ์ เพื่อที่จะต้องหยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน พระธรรมพระวินัยที่เรารู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นหน้าที่ของเราที่เรารู้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยถึงไม่ใช่ความจำเป็นความรู้ความเข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันจะเป็นความสงบและปัญญา เป็นสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะหลักการที่ก้าวไปสู่พระนิพพานในเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุดด้วยความดีและปัญญา เป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด
ความสุขนั้นก็จะเป็นความสงบ ความสงบก็จะเป็นความสุข ปัญหาต่าง ๆ ก็จะเป็นปัญญา ปัญญานั้นก็จะเป็นความสงบ ความสงบนั้นก็จะได้เอาความสงบนั้นมาเสียสละ เพราะมนุษย์เราความรู้ความเข้าใจนี้มันจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความรู้คู่กับการปฏิบัติ
เราทั้งหลายมาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นอริยมรรคให้เราทั้งหลายได้ประพฤติได้ปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้บริสุทธิคุณ ท่านได้ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา