๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๗ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน เป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้ทั้งงานและจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด หยุดทำงาน พากันไปรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรม
มนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวเรา ไม่มีตัวของเรา ไม่มีตัวของคนอื่น มีความรู้ความเข้าใจ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นมันไปจากเหตุไปจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม เป็นเรื่องผลของกรรม
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เราต้องรู้จักต้นเหตุ อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ เพราะความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นมันก็จะลืม แต่ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่ลืม
เราทุกคนมามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มารู้เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดเรื่องไม่ถูก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม มีความรู้มีความเข้าใจ ให้เอาความรู้ความเข้าใจไปใช้ไปปฏิบัติ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องไม่ประมาททั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่ไม่ประมาท ให้พากันรู้พากันเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ให้เรารู้เข้าใจในธาตุทั้ง ๔ ในขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ให้เรารู้เข้าใจว่าเมื่อเรามีธาตุทั้ง ๔ ก็ต้องมีขันธ์ทั้ง ๕ มีอายตนะ ๑๒ เรามีตาก็ย่อมเห็นรูป เรามีหูก็ย่อมได้ยินเสียง เรามีจมูกก็ต้องได้กลิ่น เรามีลิ้นก็ต้องได้สัมผัสทางรส เรามีกายก็ต้องมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด มีเจตสิก เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพราะสิ่งภายในมีสิ่งภายนอกก็ย่อมมี เราจะได้พากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราทุกคนจะได้จบลงในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความปรุงแต่งนำชีวิต
หลักการดำเนินชีวิตเป็นธรรมนูญ เป็นการพัฒนาระหว่างวัตถุด้วยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ อาศัยใจที่มีปัญญา ใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ที่เป็นธรรมนูญของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นการทำงานเพื่องาน เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน มีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ คำว่าความสุขนั้นหมายถึงไม่มีความทุกข์ ถ้ามีความทุกข์แล้วจะไม่มีความสุข เป็นความสุขในการทำหน้าที่ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน มนุษย์เราผู้เกิดมาถึงต้องเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่ต้องมีความทุกข์อะไรด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นหลักการของการเสียสละ
มนุษย์เราที่เกิดมาต้องมารู้มาเข้าใจว่าความอยากความต้องการนั้น มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย มนุษย์เราต้องรู้เข้าใจ เกิดมาเพื่อรู้เพื่อเข้าใจ เพื่อเอาหลักความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นการบำเพ็ญความดีที่ประกอบด้วยปัญญา บำเพ็ญปัญญาที่ประกอบด้วยความดี ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการเสียสละทั้งวัตถุ ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ด้วยไม่หวังผลอะไรตอบแทน การที่หวังผลตอบแทนนั้นมันเป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความดี มันเป็นการทำความดีเพื่อความอยากความต้องการที่จะเป็นคนดี
ความรู้ความเข้าใจของเรา ทำความดีเพื่อความสุขความสะดวกความสบาย เพื่อเข้าถึงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ถ้าเรามีความอยากความต้องการอย่างนี้ยังเป็นการทำความดีเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน เป็นการลงทุน เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องความอยากความไม่อยาก ความอยากความไม่อยากมันเป็นความปรุงแต่ง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เราเข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นความอยากความไม่อยาก ความปรุงแต่งนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย มีแต่ความทุกข์
มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเอาความอยากความต้องการนำชีวิตไม่ได้ เพราะอันนั้นยังไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ นั้นคือความอยากคือความต้องการ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา อย่าไปหวังผลอะไรตอบแทน เราต้องรู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม เราทำอะไรก็ได้อันนั้นอยู่แล้ว อย่าไปหวังผลตอบแทน ถ้าทำอะไรเพื่อหวังผลตอบแทนมันคือการลงทุน มันเป็นนายทุน
เราทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เหตุมันอย่างไรผลมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราอย่าไปอยาก เราอย่าไปต้องการ เรามีหน้าที่ประพฤติปฏิบัติให้มีความสุข ความสุขที่เราประพฤติปฏิบัติมันจะได้เป็นมรรคเป็นผลเป็นพระนิพพาน
ให้เรารู้ให้เข้าใจ ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็มีความสุข ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน อย่างนี้ไม่ใช่นิพพาน
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะเอาศีลสมาธิปัญญามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เป็นมรรคเป็นผลเป็นพระนิพพาน เพราะธรรมนูญเป็นการพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นพระนิพพาน ถ้าเรามีความอยากความต้องการมันก็เป็นนิพพานไม่ได้ เพราะความอยากความต้องการไม่ใช่พระนิพพาน เรามาให้ทานก็เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ เพื่อดับไม่เหลือแห่งตัวแห่งตน แห่งตัวกูของกู ตัวเราของเรา
การให้ทานรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรมถึงเน้นที่สติที่สัมปชัญญะ ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ต้องเป็นผู้รู้จักอิ่มรู้จักเต็มรู้จักพอ รู้จักความพอเพียงเพียงพอ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ มาเป็นผู้ให้ มาเป็นผู้เสียสละ เพื่อมาละทิฏฐิ ละมานะ ที่มีความสำคัญมั่นหมายที่ว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นคนดีเป็นคนเก่งคนฉลาด
เราต้องมาเสียสละ การเสียสละนี้ถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่กลั่นกรองจากใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ทานศีลสมาธิปัญญานั้นถึงจะเป็นพระนิพพาน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งต่าง ๆ นั้นจะดับลงไม่เหลือในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจในการดำเนินชีวิต เพื่อจะได้เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาใช้มาปฏิบัติอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ เราต้องเอาพระนิพพานนำชีวิต พระนิพพานคือทานศีลสมาธิเจริญปัญญา ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ทุกท่านทุกคนต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติเอง เพราะไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันและกันได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน
เราทุกคนต้องมีความเมตตาตนเอง ความรู้ความเข้าใจที่มาให้ทาน รักษาศีล ภาวนา เจริญปัญญา เสียสละ นี้คือความเมตตาตนเอง การประพฤติการปฏิบัติที่เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาทานศีลสมาธิภาวนานำชีวิตนี้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ นี้คือการเมตตาตนเอง เพราะเราต้องรู้เข้าใจว่า ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เราทุกคนต้องเมตตาตนเอง มีความสุขในการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา อย่าได้พากันปล่อยโอกาสปล่อยเวลา ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติ ไม่รู้เรื่องของทุกข์ ไม่รู้เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นการหาเรื่องหาราวหาปัญหาให้กับตัวเอง ไปหาเรื่องมันก็ต้องได้เรื่อง ไปหาทุกข์มันก็ต้องได้ทุกข์ เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราถึงต้องมีความสุขในการให้ทานรักษาศีล ทำสมาธิ ทำหน้าที่ของเราอย่างมีความสุข อย่างเราทำงานมีความสุขในการทำงาน เราไม่ต้องการอะไร เพียงแต่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำงาน ความสุขนั้นคือไม่มีความทุกข์ ให้เราเข้าใจ ให้เรารู้เข้าใจความทุกข์คือตัวคือตน เราทุกคนถึงต้องไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ อย่าพากันไปตรึกในกาม อย่าพากันไปจมในกาม เพราะนี้ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ มันเป็นกาม เราทุกคนอย่าไปตรึกในพยาบาท อย่าไปจมลงในพยาบาท เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องยกเลิกกามยกเลิกพยาบาทด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องเข้าใจเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ อย่าพากันไปตรึกในกามอย่าพากันไปตรึกในพยาบาท
เราต้องพากันเจริญเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ไปตรึกในกามไม่ไปตรึกในพยาบาท ไม่ต้องไปสร้างปัญหา ไม่ต้องไปหาเรื่องหาราวให้กับตนเอง เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเมตตาตนเอง เราจะได้เป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อญาติต่อบรรพบุรุษ ความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นเครื่องหมายของคนดีเป็นเครื่องหมายของผู้ดี เราไม่ได้มีเมตตาตัวเองเลย ก็ชื่อว่าเราไม่ได้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่บรรพบุรษ
ให้มนุษย์เราทั้งหลายรู้เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้เป็นดีเอ็นเอของพ่อแม่บรรพบุรุษของเราทุก ๆ คน เราต้องกตัญญูกตเวทีด้วยการให้ทาน เสียสละ รักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรม มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าความสุขก็คือไม่มีความทุกข์ให้เราเข้าใจ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันเดียวกัน ให้เราเข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจ ต้องเอาธาตุทั้ง ๔ มาปฏิบัติให้มีความสุข เอาขันธ์ทั้ง ๕ มาปฏิบัติให้มีความสุข เอาอายตนะทั้ง ๖ มาประพฤติมาปฏิบัติให้มี่ความสุข คำว่าสุขก็คือไม่มีความทุกข์
ให้เรารู้ให้เข้าใจความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นสมบัติของผู้ดีของคนดี เรามาคิดดี ๆ ไม่ตรึกไม่ตรึกในพยาบาทนี้เรียกว่าเป็นคนกตัญญูกตเวที เราพากันคิดไม่ดี พากันไปตรึกในกามตรึกในพยาบาท นั้นไม่ใช่คนดี ไม่มีคุณสมบัติของผู้ดี
เรามาให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา มีความสุขมาก มีความสุขยิ่ง ๆ นี้คือความดี เป็นคุณสมบัติของผู้ดี ความกตัญญูกตเวที องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เป็นคนมีความกตัญญูกตเวทีอย่างนี้ ต้องเน้นมาที่ตัวเรา เพราะดีเอ็นเอที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ มันเป็นของญาติของบรรพบุรุษของเรา ให้เรารู้เข้าใจ
เราต้องมีเมตตาต่อตนเองมาก ๆ ในการประพฤติการปฏิบัติ เรามาเน้นประพฤติปฏิบัติที่เรา ด้ยเหตุด้วยสัมปชัญญะ อย่าไประมาท เดี๋ยวมันจะพังทลายมันจะเสียหายเหมือนตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราคิดดูดี ๆ นะอย่างเรานับแบงค์ นับสตางค์ นับเงินใบละ ๑,๐๐๐ บาท เราต้องนับให้ดี ๆ อย่าส่งใจออกไปภายนอกนะ ต้องเน้นที่ปัจจุบัน เพราะตัวตนนั้นมันฟุ้งซ่านเดี๋ยวมันจะนับผิด สติสัมปชัญญะนี้หมยเรานับเงินนับแบงค์ใบละ ๑,๐๐๐ เพื่อไม่ให้ผิด ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
การประพฤติการปฏิบัติธรรมนี้ต้องมีความสุข ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อหยุดความฟุ้งซ่าน ให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะไม่ได้นับแบงค์ใบละ ๑,๐๐๐ ผิด ให้รู้เข้าใจ ให้โฟกัสในการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่อผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อความไม่ผิดพลาด เพื่อความไม่เสียหาย เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราทุกคนต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ปัจจุบัน เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันเป็นอันเดียวกัน เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติต่อธรรมนูญ สติสัมปชัญญะนั้นจะให้เราเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ที่มันเป็นความว่าจากความรู้ความเข้าใจ ว่างจากตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส ใจมีความรู้นึกคิด ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังอะไรตอบแทน ความรู้ความเข้าใจนี้ มันจะเป็นการเดินมรรคของพระนิพพาน จะเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นธรรมนูญ ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม เอาผัสสะเอาสิ่งแวดล้อมมาป็นสติเป็นสัปมชัญญะ เป็นการให้ทานรักษาศีลเจริญวิปัสสนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในมรรคในอริยมรรค ทุกคนนั้นปฏิบัติได้เหมือน ๆ กัน ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าไปลังเลสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ
มีคำถามว่า การประพฤติการปฏิบัตินี้ ปฏิบัติถึงไหนถึงจะได้หยุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏัติจนสิ้นอายุขัย จนหมดลมหายใจ เพราะการประพฤติการปฏิบัติมันมีแต่สุขเกิดขึ้น สุขตั้งอยู่ สุขดับไป นอกจากความสุขนั้นจะไม่มีเลย การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะมีแต่ความสงบเกิดขึ้น ความสงบตั้งอยู่ ความสงบดับไป นอกจากความสงบไม่มี คำถามว่าเมื่อไหร่จะได้หยุดนี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการหยุดกาลเวลา ไม่มีกาลไม่มีเวลา ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา ยกเลิกปัญหา ไม่มีปัญหา
เราคิดดูดี ๆ สิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติจนได้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน ท่านทำประโยชน์ของท่านด้วยบารมีพระเมตตาบริสุทธิคุณ พระกรุณาบริสุทธิคุณ พระปัญญาบริสุทธิคุณ
การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นความสุขให้เรารู้ให้เข้าใจ ความสุขนั้นถึงเป็นการปฏิบัติ เราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติมันเป็นความสุข ผู้ที่ยกเลิกตัวตนคือยกเลิกกาลเวลาที่จะเข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน การยกเลิกตัวตนถึงเป็นอสังขตธรรม เป็นการทำความดีเพื่อความดี
ความสุขนี้มันเป็นออกซิเจน การปล่อยวางคือมันปล่อยวางของเสียของปฏิกูล ให้เรารู้ให้เข้าใจ ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีออกซิเจนที่ดี ๆ ถ้าเรายกเลิกตัวตน ก็คือปล่อยวางของเสียของปฏิกูล ละเหยื่อของโลกนี้เสีย มันก็เป็นสันติ มันก็เป็นพระนิพพาน เป็นปัจจุบันธรรม เป็นธรรมนูญ เป็นธรรมนูญชีวิต
หลักการในการทำงานเราก็ต้องมีความสุข หลักการในการรักษาศีลเราต้องมีความสุข หลักการในการทำสมาธิ สมาธิคือยกเลิกตัวตน ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มันเป็นการยกเลิกโลกธรรม มันเป็นการยกเลิกไวรัส โลกธรรมคือไวรัส ไวรัสทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องไวรัส เราทุกคนต้องรู้จักไวรัส ไวรัสที่มันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม เป็นผลของกรรม แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องไวรัสนะ เราต้องรู้จักไวรัสภายนอก แล้วก็ไวรัสในตัวเรา ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะเป็นบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้ภูมิของตัวเอง ไม่มีภูมิต้านทาน
สติสัมปชัญญะนั้นเป็นภูมิต้านทานนะ อย่างเราทำสมาธิ มันเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เราใช้หลักการทำงานมีความสุขนี้แหละ ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ให้เราเอาหลักการในการเจริญอานาปานสติ หายใจเข้าก็ให้มีความสุข หายใจเข้าให้มีความสุขนั้นแหละคือความสงบ เรามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก เรามีความสุขในการทำหน้าที่อย่างนี้ อันนี้คือสมาธิ พัฒนาเป็นสัมมาสมาธิ หายใจเข้าก็รู้ว่าไม่แน่ไม่เที่ยงเดี๋ยวเข้าไปแล้วก็ออกไป เข้าไปแล้วก็ออกมา ไม่แน่ไม่เที่ยงอะไรเลย เป็นอาคันตุกะสัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วคราว ไม่มีอะไรเลย เพราะมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราต้องรู้เข้าใจ จะได้คืนอธิปไตยให้กับธาตุทั้ง ๔. ..เราจะได้คืนอธิปไตยให้เค้า เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิ อย่าไปปรุงแต่งไป เราต้องรู้เข้าใจ เราไม่อยากให้แก่เค้าก็ต้องแก่ ไม่อยากให้เจ็บเค้าก็ต้องเจ็บ ไม่อยากให้เค้าพลัดพรากก็ต้องพลัดพราก เราอย่าไปลิดรอนสิทธิ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชนด้วยความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนต้องใช้หลักการเดียวกันนี้แหละ เรามาทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เราทั้งหลายจะได้เป็นมนุษย์ผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะได้เป็นเทวดาผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะได้เป็นพระพรหมผู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทั้งหลายจะไม่ได้เป็นได้แต่เพียงคน คำว่าคนหมายถึงวกวนไปไหนไม่ได้ เดินไปข้างหน้าแล้วถอยหลังกลับมา เค้าเรียกว่าคน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจเอาธรรมนูญเป็นทางเดินของชีวิต
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เป็นวันทำงานพร้อมกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา ๒ วัน ๒ คืน การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องเหมือนกับเรานับแบงค์ใบละพันไม่ให้หลงลืม มันจะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ความสุขมันต้องอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นศีลเป็นสมาธิที่เป็นปัญญา เราทุกคนก็พากันมีความสุขได้มีความสงบได้ทุก ๆ คน เพราะความสงบอยู่ที่เราในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่เบื้องหน้าโน้นเทอญ เบื้องหน้านั้นไม่ได้ เพราะมันดับทุกข์ไม่ได้ ไม่ใช่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะนี้ถึงมีคุณมีอุปการะมาก ทานศีลภาวนาถึงมีคุณมีอุปการะมาก
เรามาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่ประเสริฐ มีทั้งคำสั่งให้ประพฤติปฏิบัติ มีทั้งให้หยุดประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นบริสุทธิคุณที่เป็นยานเพื่อออกจากสัญชาตญาณ ที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมี ได้มาบอกมาสอน
ให้เราระลึกถึงปัจฉิมโอวาทที่ตรัสในครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา




