๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
เราทุกคนเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ความรู้สึกนั้นมันเป็นความถูกใจแต่ว่ามันไม่ใช่ความถูกต้อง
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนต้องไม่มาเอาความรู้สึก เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ
สติคือตัวผู้รู้ สัมปชัญญะนั้นได้แก่ตัวปัญญา เราทุกคนต้องเอาสติและปัญญามาใช้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่เอาความรู้สึกนั้นนำชีวิต เพื่อจะหยุดกระแสหยุดโซเชียล ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มันเป็นกระแส นี้มันเป็นโซเชียล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามกระแส ไม่ได้ไปตามโซเชียล ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนมีสติสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามอารมณ์ ไม่ไปตามกระแส
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเจริญสติมาเจริญสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะภายนอกภายใน เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่า วาระต่างนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ปัญหานี้แหละเราจะเอามาใช้เป็นปัญญา วิกฤตนี้แหละเราจะเอามาใช้เป็นโอกาส
นี้จึงเป็นวาระแห่งชาติของเราทุก ๆ คน เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ วัฏฏสงสารก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่หน้าที่
ความไม่รู้ไม่เข้าใจเรามาเอารูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมาเป็นเรา มาเป็นคนอื่น นี้คือความเสียหาย นี้แหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วต้องเอาความรู้นั้นมามีฉันทะมีความพอใจสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปี หลายอสงไขยได้ร็ได้เข้าใจกระบวนการของวัฏฏสงสาร เราจะหยุดกระบวนการของวัฏฏสงสารด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้การปฏิบัตินั้นเป็นเอไอทางวัตถุ เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอไอทางจิตใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้เปล่งอุทานในใจว่า
อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
เมื่อเรายังไม่พบญาณ, ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน, คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา, คือถึงนิพพาน
โซเชียลที่เกิดจากธาตุจากขันธ์เกิดจากอายตนะภายนอกภายใน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ จะได้เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ไม่มีความคิดว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นค่อยเป็นค่อยไป เพราะเรารู้เข้าใจในหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ความคิดอย่างนี้ยังเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่ ยังเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อในข้อปฏิบัติ ความคิดอย่างนี้ยังมีความผิดพลาดอยู่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ขีณาสพไม่มีความคิดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์คือผู้ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ไม่คิดว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นค่อยเป็นค่อยไป พระพุทธเจ้าพระอรหันต์จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมกับละสังขารคิดเปอร์เซ็นต์แล้วมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจะประมาทไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องไม่ประมาทในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเราต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ใจของเราทุก ๆ คน ทุกคนรู้ใจของเราเอง ถึงแม้นใครไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปกปิดคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถที่จะปกปิดตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราถึงไม่มีสิทธิไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งนั้น เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญพุทธบารมี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทรงเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นวิมุตติความหลุดพ้น ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบำเพ็ญพุทธกิจ ถ้าไม่เป็นบำเพ็ญพุทธกิจก็ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะยังเป็นสัญชาตญาณยังเป็นนิติบุคคลตัวตนอยู่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตของเราก็จะก้าวไปด้วยโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง
ความเสียหายในตัวเราและคนอื่นมาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะการดำเนินชีวิตของเรานั้นเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะต้องมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละเราก็ยังหยุดสัญชาตญาณ หยุดโซเชียลไม่ได้เราก็ยังเป็นโปรแกรเมอร์สีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง
ระบบการดำเนินชีวิตของเราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญนั้นจะยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง
การบริหารเราและบริหารคนอื่นนั้นต้องบริหารด้วยธรรมนูญ เราเอาตัวเอาตนนั้นธรรมนูญก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะธรรมนูญนั้นได้แก่การยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนเราถึงจะมีธรรมนูญ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตนั้นไม่ใช่ธรรมนูญ สติปัฏฐานทั้ง ๔ กายเวทนาจิตธรรมนั้นถึงจะเป็นธรรมนูญ
เราเอาตัวเอาตนเราทุกคนก็ย่อมมีกามมีพยาบาท ตัวตนนั้นแหละถึงเป็นกามถึงเป็นพยาบาท การประพฤติการปฏิบัติเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไปเอาวงจรความตายในสรีระร่างกายนั้นมันเป็นเวลายาวนานมากเกิน
อย่างปัจจุบันนี้เราพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจ อายุขัยของเราอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี มันนานเกิน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องเอาการเกิดดับทางจิตใจถึงจะไม่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ การปฏิบัติของเราจะได้เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เน้นมายังจิตใจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ
ถ้าเราจะไปเอานิพพานเมื่อร่างกายละสังขารนั้นมันนานเกินไป เราไปเอาความสุขทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ตลอดสมาธิสมาบัติทำให้เราทุกคนเสียเวลาในการประพฤติในการปฏิบัติ
เพราะปัจจุบันนี้เราไม่ควรให้เราเสียเวลา อย่างความสุขของมนุษย์นี้ ที่เราเรียนหนังสือมีความสุข ทำงานมีความสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้เราเข้าใจ เราจะได้พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะความสุขของมนุษย์นี้ก็ตั้งอยู่ในรากฐานของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะอายุขัยของมนุษย์มีจำกัด เช่นปัจจุบันอายุขัยของมนุษย์มีเพียงร้อยปีหรือไม่เกินร้อยปี จะมีเกินร้อยปีเพียงเล็กน้อย
ความสุขของเทวดานั้นย่อมมีมากกว่ามนุษย์ ความสุขของเทวดาขั้นต่ำสุดเทียบอายุขัยชั่วเดียวเท่ากับร้อยปีแห่งความเป็นมนุษย์ ความสุขของพระพรหมยิ่งมีมาก
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้พากันมาเสียสละ เราทุกคนต้องมาเสียสละ เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราทุกคนต้องมาเสียสละ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะไม่เสียสละนั้นไม่ได้ ความไม่เสียสละนั้นจึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เราทุกคนรักความสุขไม่ต้องการความทุกข์มีความระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์
คนเชื้อสายจีนในประเทศไทยมีความเข้าใจว่าอยากให้ลูกหลานเป็นคนดีเป็นคนกตัญญูกตเวที ได้สืบเผ่าพันธุ์วงศ์ตระกูลที่ดี ๆ
ความคิดความเข้าใจอย่างนี้ไม่ใช่เฉพาะเชื้อสายของคนจีนอย่างเดียว ทุก ๆ เชื้อสาย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนก็ย่อมมีความคิดอย่างนี้
ยินดีในการสืบพันธุ์ เรามองดูดี ๆ ด้วยปัญญา สรรพสัตว์ทั้งหลายยินดีในการสืบพันธุ์ ตัวตนนั้นมันมีสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์อยู่ในตัวของผู้ไม่รู้เอง ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความคิดอย่างนี้จึงเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ พากันรู้พากันเข้าใจ ความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เราเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งหนึ่งเดียวกัน โลกนี้เค้าเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมายมาใช้เป็นรัฐธรรมนูญ
การบริหารโลกบริหารประเทศ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าคือการบริหารตัวเองนะ การทำประโยชน์ตนนั่นแหละคือการทำประโยชน์ผู้อื่น เราพากันมาคิดดูดี ๆ ความรู้ที่เป็นพุทธะเป็นสิ่งที่มีอยู่ การประพฤติการปฏิบัตินี้เป็นหน้าที่ของเรา เพราะไม่มีใครที่จะคิดให้เราได้ การกระทำคำพูดกิริยามารยาทอาชีพไม่มีใครที่จะประพฤติปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้
ด้วยเหตุผลนี้ที่พึ่งของเราก็คือความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว ทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ปฏิบัติไม่ได้ในโลกนี้มีเพียง ๒ คน ได้แก่คนตายกับคนบ้า ๒ คนนี้ประพฤติปฏิบัติไม่ได้ ทุกคนนั้นทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ เราเอาตัวเอาตนเราจะทำได้ปฏิบัติได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นคือปฏิบัติไม่ได้ เรายกเลิกตัวตนเราก็ทำได้
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ว่าเราทำได้ปฏิบัติได้แล้วก็มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในปัจจุบันอีกด้วย เราทำได้
เราทุกคนต้องหยุดยกเลิก ผู้ที่จะเป็นแบบเป็นพิมพ์เป็นตัวอย่างได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะ ผู้จะเป็นตัวอย่างแบบอย่างของประเทศไทยให้เราเอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นตัวอย่างแบบอย่าง
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะตัวเรานี้มันคือโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง ผู้ที่ทำความเสียหายก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก็คือตัวเรานี้เอง
เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้งเราจะเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นมันคือโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง รัฐบาลไหนจะมาแก้ปัญหาประเทศไทย ผู้ที่จะมาแก้ปัญหานั้นต้องยกเลิกตัวตน ถ้าไม่ยกเลิกตัวตนนั้นมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะปัญหานั้นมันอยู่ที่ตัวที่ตน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ได้แก้คนอื่น พระพุทธเจ้านั้นแก้ที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์นั้นไม่ได้แก้คนอื่นแก้ที่พระอรหันต์ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวเรา ตัวเรานั้นแหละคือปัญหา ตัวเรานั่นแหละไม่ใช่ปัญญา ตัวเรานั่นแหละคือความถูกใจแต่ไม่ใช่ความถูกต้อง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
สมมติสัจจะมีหลายล้านสมมติชี้ให้เห็นเรื่องผิดเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว เราต้องเอาสมมตินั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ไม่มองข้ามสมมติทุกสมมติ มีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในสมมตินั้น สมมติสัจจะนั้นแหละจะเป็นเหตุให้เรายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน สมมตินั้นจะส่งผลัดให้เราเข้าสู่วิมุตติความหลุดพ้น
ชาติทุกชาติคืออย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน พระศาสนาทุกพระศาสนาคืออย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน กษัตริย์หรือประธานาธิบดีนั้นคืออย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาธรรมนูญนำชีวิต เราจะไม่ได้เอาความรู้สึกนำชีวิต เรามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ชาตินั้นจะได้เป็นธรรมนูญ ศาสนานั้นจะได้ก้าวไปที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ กษัตริย์นั้นได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน อย่างนี้เรียกว่ากษัตริย์ เราดูที่แหลม ๆ อยู่ที่ปลายพระพุทธปฏิมากรณ์นั้นถึงตัวปัญญา ปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตน
ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตนเค้าเรียกว่านายทุน นายทุนเค้าลงทุนว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับผลประโยชน์ กรรมกรคือผู้ที่รับจ้างทำงาน คิดว่าทำงานแล้วจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน นายทุนกับกรรมกรก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ
เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นมหาเศรษฐี เราไม่ยกเลิกตัวตนเราก็ไม่มีธรรมนูญ ความดับทุกข์ของเราก็ไม่มี ชีวิตของเราก็จะเป็นเหมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจเราก็จะแก้ปัญหาไม่ได้
ความไม่รู้ไม่เข้าใจความคิดนั้นก็จะเป็นทาสกรรมกร เป็นทาสรับใช้ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นถึงเป็นความไม่สงบ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นถึงเป็นสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง ขยายวงกว้างออกไปท้องถิ่นที่ชุมชนเมืองกรุงเมืองหลวง ขยายวงกว้างออกไปเป็นสงครามต่างประเทศ สงครามโลก สงครามคือความไม่สงบ สงครามคือความไม่พอเพียงเพียงพอ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ เราหยุดวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ วิมุตติหลุดพ้นนั้นถึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่หน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ความไม่มีทุกข์ของเราทุกคนถึงอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นเหมือนลมหายใจอยู่ที่ไหนก็ต้องหายใจ คนรู้หรือคนไม่รู้ก็ต้องหายใจ กลางวันกลางคืนแม้แต่นอนหลับก็ต้องหายใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องยกเลิกต้องเสียสละต้องมีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่มีฉันทะมีความพอใจปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นั้นจึงเป็นการหยุดวัฏฏสงสารด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ความยึดมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
การบริหารประเทศเรามีการโกงกินอยู่ในระบบอยู่ในตัวในตนไม่น้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ร้อยเปอร์เซ็นต์โกงกินไปแล้ว ๖๐ เปอร์เซ็นต์มันจะไปได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราไปแก้ที่คนอื่น ให้แก้ที่ตัวเรานี้แหละ ทำประโยชน์ตนทำหน้าที่ของตนนั่นแหละทำหน้าที่ของคนอื่น
เรามองโครงสร้างในการดำเนินชีวิตของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทำงานจนสิ้นลมปราณ เพราะงานนั้นพระนิพพาน เป็นธรรมนูญ เป็นความสมดุลเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ในหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลักเป็นตัวอย่าง เพราะพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจ ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้เข้าใจในเรื่องของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นมีอยู่คู่โลกประจำโลก ที่ไหนมีโลกที่นั้นก็มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็ยังให้ปัญญาความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะขัดกับการดำรงชีวิตนั้นก็ให้ตัดสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้
สงฆ์สาวกก็รู้เข้าใจว่าไปเพิ่มไปตัดไม่ได้ เพราะพระวินัยเป็นหลักการ เป็นอุดมการณ์อุดมธรรมที่ให้เราทุกคนไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ๓ เดือน พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปก็ทำสังคายนาเพื่อร้อยกรองพระธรรมพระวินัย มีท่านพระมหากัสสปะเป็นประธานก็ตรัสเช่นเดียวกันว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้เพิกถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ขัดกับการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน
พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปมีความเห็นพร้อมกันว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดสัญชาตญาณ จึงมีความเข้าใจพร้อมกันว่าไม่สมควรที่จะเพิ่มและตัด
โอวาทสำคัญก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็ได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอวาทสำคัญว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาทำหน้าที่มีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา