๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน การประพฤติการปฏิบัติเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เป็นกรรมเก่าของเราทุก ๆ คน เราทุกคนต้องรู้จักกรรมเก่า ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ คือกรรมเก่าของเราทุก ๆ คน เรามารู้จักกรรมใหม่ กรรมใหม่ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ กรรมเก่าและกรรมใหม่จะเป็นกระแสเป็นโซเชียล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทุกคนมามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องกรรมเก่าและกรรมใหม่ มารู้จักกระแสมารู้จักโซเชียล สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดกระแสจะหยุดโซเชียล สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

เรารู้เราเข้าใจในเรื่องการของการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเตือนเราทั้งหลายว่าอย่าพากันประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สิ่งเดิมแท้นั้นไม่มีอะไร สิ่งเดิมแท้นั้นเป็นประภัสสร สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงผัสสะภายนอกภายใน เป็นเพียงอาคันตุกะได้สัญจรไปมาจากเหตุจากปัจจัย

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงประชากรของโลกพากันนอ ๖ ชั่วโมง ถึง ๘ ชั่วโมง สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน

 

สำหรับบรรพชิตพากันจำวัดวันละ ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้เราต้องเอาธรรมนำชีวิต พัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเอาทางสายกลางนำชีวิต เพราะเหตุผลนี้วัตถุต้องก้าวหน้าปัญญาก็ต้องเติบโต ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

วัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะเอาความรู้สึกนั้นไม่ได้เราทุกคนมีความรู้สึกแต่เราเอาความรู้สึกนั้นนำชีวิตไม่ได้ เราทุกคนต้องเอาพระธรรม พระธรรมจะเกิดได้ พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย

 

สมมติสัจจะที่เป็นกฎหมาย สมมติสัจจะนั้นเป็นพระวินัย เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็เนื่องมาจากกฎหมาย ธรรมะจะเกิดได้ก็เนื่องมาจากพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานานั้นไม่ได้ ความเคารพเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพเป็นสาเหตุให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความเป็นมนุษย์เทวดาพรหมของเราจะได้มีแต่คุณจะได้มีแต่ประโยชน์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นสภาวธรรมตามเหตุตามปัจจัยชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เราทุกคนต้องรู้จักกระแสรู้จักโซเชียล เราทุกคนต้องผ่านกระแสผ่านโซเชียล ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ จะได้เอาปัญหาทุกปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตทุก ๆ วิกฤตมาเป็นโอกาส เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อใจของเราจะมีกำลัง เพื่อใจของเราจะได้มีพลัง สมาธิสมาบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเพื่อให้ใจของเราทุกคนมีกำลังมีพลัง เหนื่อยพักผ่อน หายเหนื่อยทำงาน สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม ปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เหนื่อยพักผ่อน แข็งแรงแล้วทำงาน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจเหนื่อยพักผ่อน มีกำลังแล้วทำงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การทำประโยชน์ตัวเองและประโยชน์ผู้อื่นนั้นก็ได้แก่ เหนื่อยแล้วก็พักผ่อนด้วยสมาธิด้วยสมาบัติ มีกำลังแข็งแรงแล้วก็ทำงาน

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพราะเราทำความดีมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว ทำความดีเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เพราะเหตุผลว่าวิมุตติหลุดพ้นนั้นเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

ความดีที่ประกอบด้วยปัญญานั้นจึงได้ยกเลิกระบบนายทุน ระบบนายทุนลงทุนเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนนี้เรียกว่าระบบนายทุน กรรมกรนั้นหมายถึง เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงาน ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดของกรรมกร เรามาคิดดูความคิดของนายทุนกับความคิดของกรรมกรนั้นมันก็คนคนเดียวกันนั่นเอง

 

ความคิดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำงานเพื่องาน มีความสุขกับการทำงาน มีความรู้ความเข้าใจว่าถ้าเราต้องการมากกว่านี้มันก็เป็นคนบ้าเท่านั้นเอง  หรืออย่างน้อยก็ต้องมีเชื้อบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจ ปัจจุบันเรามีความสุขในการทำหน้าที่มีความสุขกับการทำงาน เราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านี้ก็ให้เราเข้าใจได้ว่านี้แหละคือคนบ้า นี้แหละคือคนที่มีเชื้อบ้า

 

เราพากันมีความคิดว่า ถ้าไม่มีความหวังเราจะไม่มีจุดยืน จุดยืนนั้นเราต้องรู้เข้าใจต้องเป็นจุดยืนที่บริสุทธิคุณ ไม่ใช่จุดยืนที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน จุดยืนที่ไม่ได้เป็นคนบ้า จุดยืนที่จะไม่ได้มีเชื้อบ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเพื่อเราจะได้เข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ

 

การเวียนว่ายตายเกิดนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาการเวียนว่ายตายเกิดในเรื่องของใจอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไปเอาวงจรทางส่วนร่างกายนั้นมันยาวนานเกิน ถ้าไปเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกาย อายุขัยของหมู่มวลมนุษย์ปัจจุบันนี้ที่เราพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันมันอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาเรื่องเกิดเรื่องตายทางจิตใจ เพื่อกระชับเวลาของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้แหละมันคือไฟต์ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เรื่องจิตเรื่องใจมีสติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การฝึกใจปฏิบัติใจที่ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ เพราะใจของเรานั้นมันเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจถึงปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทที่อาชีพ การปฏิบัติใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นต้องอาศัยสมมติ อาศัยกฎหมาย อาศัยพระวินัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเรานั้นต้องเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ ใจของเรานั้นต้องเอากฎหมายมาประพฤติมาปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะปฏิบัติใจก็ต้องปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ไม่มีความคิดว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ อะไรก็อยู่ที่ใจ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ เราคิดว่าอะไรก็อยู่ที่ใจเวลาเราทานอาหารเราทำไมไม่ว่ามันอยู่ที่ใจ เวลาเราฉันภัตตาหารทำไมไม่ไปคิดว่ามันอยู่ที่ใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติภายนอก ภายนอกที่เป็นสมมตินั่นแหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าสมมติสัจจะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ กฎหมายนั้นถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญ พระวินัยถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

กฎหมายนั้นมีไว้สำหรับให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน พระวินัยมีไว้สำหรับให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าพระวินัยเค้ามีไว้ทำไม กฎหมายเค้ามีไว้ทำไม เค้ามีไว้เพื่อให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าตัวตนนั้นมันคือสแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง ด้วยเหตุผลนี้กฎหมายมายกเลิกสแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง พระวินัยมีไว้เพื่อยกเลิกสแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านก็ตรัสกับพระอานนท์พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ให้รู้เข้าใจว่า พระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมะ พระธรรมพระวินัยนั้นจึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นจึงได้แก่พระธรรมจึงได้แก่พระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

พระพุทธศาสนาที่เป็นหลักดั้งเดิมของเถรวาทได้เอาหลักการ เอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธรรมะนั้นเกิดได้

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้ธรรมะนั้นเกิดได้ เน้นที่ใจบริสุทธิคุณ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พระวินัยนั้นคือความถูกต้อง กฎหมายคือความถูกต้อง ธรรมะจะเกิดได้ก็มาจากพระวินัย ธรรมนูญจะเกิดได้ก็มาจากกฎหมาย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นประชาชนมหาชนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อกฎหมายจะได้ทำงาน พระวินัยจะได้ทำงาน

 

การบริหารตนบริหารคนอื่นต้องอาศัยกฎหมาย ต้องอาศัยพระวินัย พระวินัยกับฎหมายนั้นถึงเป็นทางสายกลาง ประชาชนมหาชนต้องเข้าใจ ความถูกต้องนั้นต้องเป็นความถูกต้อง ความถูกต้องนั้นถึงไม่เป็นพี่เป็นน้องกับใคร ถ้าเราเอาตัวตนแล้วเราจะมีพ่อมีแม่มีญาติมีพี่น้อง ความถูกต้องนั้นไม่มีพ่อมีแม่ ไม่มีพี่มีน้อง

 

พูดอย่างนี้มันจะเป็นความว่างที่ขาดสูญไม่ใช่เหรอ พูดอย่างนี้เพื่อให้รู้ให้เกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ พูดอย่างนี้เพื่อให้เรารู้เราเข้าใจว่าความถูกต้องนั้นต้องเป็นความว่างเปล่าต้องเป็นประภัสสร

 

จึงมีคำกล่าวไว้ว่าจิตเดิมแท้นั้นเป็นประภัสสร สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเป็นเพียงอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยาม

 

การเจริญสติสัมปชัญญะที่เป็นปัญญากับความสงบจึงเป็นการยกเลิกยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน เราคิดดูดี ๆ ถ้าใจเรามีพ่อมีแม่มีญาติวงศ์ตระกูล มีธาตุมีขันธ์มีอายตนะนั้นเรามีทุกข์มั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเรามีความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจในเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอาคันตุกะสัญจรไปมาจากเหตุจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้อุทานในใจว่า

 

เมื่อเรายังไม่พบญาณ, ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน, คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา, คือถึงนิพพาน

 

ตระกูลที่จะดำรงตระกูลอยู่ได้ยืนนานต้องอาศัยกฎหมาย ต้องอาศัยพระวินัย เพราะกฎหมายพระวินัยนั้นเป็นความถูกต้อง ความถูกต้องนั้นจึงต้องยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็รู้เข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะมาทำบ้านทำเรือนสร้างวัฏฏสงสารให้เราไม่ได้อีกต่อไป

 

ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ที่คำถามว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรื่องตายเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาเรื่องใจอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันจะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตนี้เป็นอบายมุขอบายภูมิ ผู้ที่เอากฎหมายดำเนินชีวิต ผู้เอาพระวินัยดำเนินชีวิต มีความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นเสขบุคคล บุคคลที่จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ แล้วก็ได้ตรัสให้ประชากรของโลกให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระอริยเจ้าที่เป็นเสขบุคคลนับตัวบุรุษ ๘ บุรุษ ได้แก่

 

คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ หมายถึง พระอริยบุคคล หรือพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่แบ่งตามคุณธรรม ๔ คู่ รวมเป็น ๘ ประเภท

รายชื่อ ๔ คู่ ๘ บุรุษ

เมื่อแยกตามลำดับขั้นการปฏิบัติธรรม (มรรคและผล) จะมี

  • คู่ที่ ๑:
    • พระโสดาปัตติมรรค (ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบัน)
    • พระโสดาปัตติผล (ผู้บรรลุพระโสดาบัน)
  • คู่ที่ ๒:
    • พระสกทาคามิมรรค (ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระสกทาคามี)
    • พระสกทาคามิผล (ผู้บรรลุพระสกทาคามี)
  • คู่ที่ ๓:
    • พระอนาคามิมรรค (ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอนาคามี)
    • พระอนาคามิผล (ผู้บรรลุพระอนาคามี)
  • คู่ที่ ๔:
    • พระอรหัตตมรรค (ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์)
    • พระอรหัตตผล (ผู้บรรลุพระอรหันต์)

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ ท่านตรัสว่าขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เข้าใจ ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความรู้ความเข้าใจนั้นเราต้องแยกออกจากความจำ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะเป็นเพียงสัญญขันธ์

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพไม่มองข้ามกรรมทางกายวาจาทางกิริยามารยาทอาชีพไม่มองข้าม มีความเคารพมีความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยความเข้าใจอย่างนี้ จึงจะไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะครบวงจรในการประพฤติในการปฏิบัติ จะไม่เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เมื่อเราเอากฎหมายนำชีวิต ความถูกต้องก็อยู่ที่นั่น เมื่อเราเอาพระวินัยนำชีวิตความถูกต้องก็อยู่ที่นั่น เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่นั่น เมื่อเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นออกซิเจนอยู่ในตัว เป็นการยกเลิกความทุกข์ เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไปอยู่ในตัว

 

เรามองดูโครงสร้างที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน โครงสร้างของกฎหมาย โครงสร้างของพระวินัย เป็นเหตุเป็นปัจจัยของเหตุของปัจจัย เป็นความดับไม่เหลือจากหน้าที่จากความรู้คู่กับการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องก้าวหน้า ปัญญาก็ว่องไว นี้ได้แก่ความดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมจะเกิดได้ก็มาจากพระวินัย ธรรมนูญจะเกิดได้ก็มาจากกฎหมาย กฎหมายนั้นต้องเป็นกฎหมายบริสุทธิคุณ ไม่ใช่กฎหมายที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ปัญหาทั้งหลายจะเกิดได้ก็เนื่องจากเหตุจากปัจจัย

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาท เพื่อให้โลกนี้ได้เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,372