๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมนูญเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ธรรมนูญเป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกระบบนายทุน ยกเลิกระบบกรรมกร เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

นายทุนคือผู้ที่ลงทุนเพื่อรับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างนี้เรียกว่านายทุน พุทธะคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราไม่ต้องหวังผลประโยชน์ตอบแทนก็ได้รับผลประโยชน์นั้น ความอยากความต้องการของพุทธะนั้นย่อมไม่มีอยู่ในตัวของพุทธะ ความอยากความต้องการนั้นถึงเป็นความพร่องของจิตของใจ เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้วิมุตติสุขนั้นจึงไม่เป็นเพียงสมาธิไม่เป็นเพียงสมาบัติ เป็นความหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจึงเป็นพุทธกิจของพุทธะ การทำศาสนกิจนั้นถึงเป็นกิจของพระอรหันต์

 

กรรมกรนั้นได้แก่ผู้ที่ทำงาน เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะได้รับค่าจ้างในการทำงาน นี้ยังเป็นผู้มีความหวังยังเป็นผู้ที่มีความต้องการ ความคิดอย่างนี้ก็จะเปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อมีความพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่ใช่บริสุทธิคุณ ไม่ใช่พุทธะ ยังเป็นนิติบุคคลยังเป็นตัวเป็นตนอยู่

 

ธรรมนูญเป็นทางสายกลาง เป็นธรรมจักร เป็นความถูกต้อง เป็นความยุติธรรม เป็นธรรมนูญ ธรรมนูญนี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นถึงเป็นธรรมนูญ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ทุกอย่างนั้นจะเป็นปัจจุบันขณะ ๆ ไป ขณะทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นขณะ ๆ ไป ไม่มีหลายขณะพร้อม ๆ กัน

 

ด้วยเหตุด้วยปัจจัยนี้ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำ  ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม ถ้าเป็นความจำ ความจำที่ไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ความเข้าใจ ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจที่รู้เข้าใจ เป็นใจบริสุทธิคุณ ใจบริสุทธิคุณนั้นจะยกเลิกระบบนายทุน ระบบกรรมกร การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรารู้เข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ทางจิตใจที่ใจของเราเป็นนายทุนเป็นกรรมกรก็จะยกเลิกด้วยพุทธะที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ประพฤติปฏิบัติได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นจึงเป็นการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นคือสถานที่ปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่เลือกกาลเลือกเวลาเลือกสถานที่ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นโอกาส สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็จะกลายเป็นปัญญา จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย ฉันทะความพอใจที่เป็นปิติสุขเอกัคคตา มีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นี้จะเป็นธรรมนูญ นี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ความอยากความต้องการนี้เป็นความพร่องของจิตใจ ความพร่องของจิตใจเป็นใจที่ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ สวรรค์จึงอยู่ในอก นรกจึงอยู่ในใจของเราในปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราหยุดความพร่องที่เป็นสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องเอามาใช้ควบคู่กันไปอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้ให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มีสติสัมปชัญญะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะเหตุผลว่าความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นจะประมาทไม่ได้เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นิสัย ๔ กิจที่ควรทำ อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องอาศัยปฏิปทาเพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นตามหลักวิทยาศาสตร์ต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเหมือนดั่งสายน้ำ

 

กายวิเวกต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ วาจาก็ต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ กิริยามารยาทนั้นก็ต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อาชีพนั้นก็ต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปาริสุทธิการเลี้ยงชีวิตชอบนั้นก็ต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การพิจารณาก่อนบริโภคนั้นก็ต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะเป็นชิพฝังอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์ ธรรมนูญนั้นได้แก่ความวิเวก ที่ไหนเราเอาธรรมนูญมาใช้ ที่นั้นจะเป็นความวิเวก

 

ด้วยเหตุผลนี้ธรรมนูญถึงเป็นกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก เพราะที่ไหนมีธรรมนูญที่นั้นคือสถานที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ไหนมีตัวมีตนที่นั้นมีแต่ความไม่สงบมีแต่ความวุ่นวายมีแต่ความขัดข้อง เป็นความพร่องเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่ายานในการเดินทางนั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้นั้นจะไม่ได้เป็นเพียงนักปรัชญา ความรู้นั้นจะไม่ได้เป็นเพียงจิตวิทยา

 

มนุษย์เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต การพัฒนาวัตถุก็ต้องเอาธรรมนูญ การพัฒนาใจก็ต้องเอาธรรมนูญ ด้วยเหตุผลนี้ธรรมนูญนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นความดับไม่เหลือด้วยธรรมนูญ

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่มีใครสามารถปกปิดตัวของตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นที่บริสุทธิคุณ

 

การปฏิบัตินั้นจึงเน้นที่บริสุทธิคุณ เอาปัจจุบันที่เป็นปัจจุบันขณะ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพื่อให้ปัจจุบันเป็นบริสุทธิคุณ ความเพียรของเสขบุคคล บุคคลผู้รู้ผู้เข้าใจ พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีจึงมีการติดต่อต่อเนื่องที่เป็นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ปฏิบัติดั่งสายน้ำที่ติดต่อต่อเนื่อง การปฏิบัติต้องปฏิบัติเหมือนลมหายใจเข้าหายใจออกที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องติดต่อต่อเนื่องเหมือนกับลมหายใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกโลกธรรมที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ ที่เป็นโซเชียลเป็นกระแส เราต้องรู้เข้าใจเรื่องของโซเชียลเรื่องของกระแส ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในที่มันเป็นโซเชียลที่มันเป็นกระแส นี้เป็นโลกธรรมนี้เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้เป็นอคติทั้ง ๔ คือความพร่องความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอเพียงเพียงพอ

 

นี้คือสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ที่ปัจจุบันทุกขณะของความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ มีความพร่องอยู่ตลอดกาล

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อจะไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะภายนอกภายในที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ ครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจเรื่องความพร่องความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอนั้นมันเป็นสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้อุทานจากปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณว่า เมื่อเรายังไม่พบญาณ, ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน, คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา, คือถึงนิพพาน

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มันเป็นโซเชียลนี้มันเป็นกระแส นี้คือเหตุคือปัจจัย เราต้องรู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัยเรื่องโซเชียล

 

ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประสูติตรัสรู้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ได้ประสูติ ตรัสรู้ เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานเป็นวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เป็นการเข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุปัจจัย

 

นางสุชาดาอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา

นางสุชาดา สตรีผู้ถวายข้าวมธุปายาส อาหารมื้อแรกแด่พระพุทธเจ้า โดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้คือพระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการเข้าถึงสรณะเป็นคนแรก(ที่พึ่ง) ก่อนอุบาสิกาคนอื่น

.

 

คำอธิษฐาน

นางสุชาดา ภรรยาของคฤหบดีในเมืองราชคฤห์ ปรารถนาอยากได้บุตรชาย เมื่อนางไปอาบน้ำในแม่น้ำเนรัญชราได้เดินผ่านต้นศรีมหาโพธิพฤกษ์ นางจึงเข้าไปกราบที่โคนต้นไม้ แล้วพูดว่า “ข้าแด่เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธิฤทธิ์ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นี้ ดิฉันขอความกรุณาจากท่านช่วยดลบันดาลให้มีบุตรสักคนเถิด เพื่อจะให้เขาสืบสกุลต่อไป ข้าแต่เทวะหากท่านให้ดิฉันสมปรารถนาแล้ว ดิฉันจะนำเอาข้าวมธุปายาสมาแก้บนสังเวยท่านเป็นสัจกิริยา” เมื่อนางอธิษฐานเสร็จ กลับไปอยู่กับสามีไม่นานก็ตั้งครรภ์

 

พบกับพระพุทธเจ้า

ขณะนั้นพระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดามาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม

 

ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นไป

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิฐานว่าถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

 

เมื่อพระองค์ทรงวางถาดลงในน้ำ ก็ปรากฏว่า ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นเหนือน้ำดังคำอธิฐาน ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าภัตตาหารมื้อนั้นได้มีส่วนทำให้พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน  และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี

 

วิมุตติสุข : สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์; พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ตามลำดับคือ

สัปดาห์ที่ 1 ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท

สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ 3 ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด 7 วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์

สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ 5 ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร 3 คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้

สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น

สัปดาห์ที่ 7 ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อ ราชายตนะ พาณิช 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง 2 สรณะ เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม

 

มีพระปริวิตกแห่งจิตว่าธรรมที่ได้บรรลุแล้ว เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทรงเห็นว่ายังไม่ควรจะประกาศธรรม พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม

 

ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์  จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยและมาก ทั้งที่มีอินทรีย์แก่กล้าและอ่อน ทั้งที่มีอาการดีและทราม ทั้งที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายและยาก ทั้งที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่เกิด เจริญ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม

 

แล้วทรงมีพุทธปริวิตกว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรก เมื่อทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสเสียชีวิตแล้ว

 

จึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ ((สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา

 

ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคนละชื่อแต่ความหมายก็ได้แก่สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

มนุษย์เราที่อยู่ในโลกนี้มีแปดพันกว่าล้านคน มี ๑๙๕ ประเทศ ทุก ๆ ประเทศก็ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต การออกกฎหมายของทุก ๆ ประเทศต้องอาศัยหลักของธรรมนูญ

 

 

เพราะเหตุผลว่า ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ธรรมนูญเป็นบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำพุทธกิจเพื่อวางหลักธรรมนุญให้รู้ให้เข้าใจเป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษาในการทำพุทธกิจ

 

ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานทางสรีระร่างกายจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่าเราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

พุทธประวัติ ตอน ปัจฉิมวาจา
          ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ได้มาประชุมพร้อมกันหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุ สงฆ์ไว้อย่างนี้
               1. เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว อย่าพึงมีความคิดว่า ศาสดาไม่มีแล้ว เพราะธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนพระองค์
               2. การร้องเรียกกันด้วยคำว่า “ อาวุโส” ในตอนนี้เป็นการเสมอกันไปทั้งแก่และอ่อน ฉะนั้น ต่อไปนี้ ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยชื่อ ด้วยตระกูล หรือด้วยคำว่า “ อาวุโส” ส่วนภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ ภันเต” หรือ “ อายัสมา”
               3. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ในเวลาที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็อนุญาตให้สงฆ์ถอดถอนได้
               4. ให้พระอานนท์ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ด้วยการไม่ให้คณะสงฆ์ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน และคบหาสมาคมด้วย


          จากนั้น ประทานโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ถามความข้องใจสงสัยในพระรัตนตรัย หรือแม้ในข้อปฏิบัติที่ยังสงสัยอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม แม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสถามถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ 500 รูปนี้ อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีทางที่จะได้ตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไป เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
          ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระโอวาทนี้จัดเป็นปัจฉิมโอวาท เป็นโอวาทสุดท้ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พุทธบริษัททั้ง 4

 

พุทธประวัติ ตอน เสด็จปรินิพพาน

          หลังจากนี้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ

 

  พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน


          เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว มหาสมุทรปั่นป่วนหวั่นไหว เกิดคลื่นเคลื่อนไปไม่มีหยุด พายุพัดกรรโชกกระหน่ำเกิดความขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 145,372