๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๘ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญได้แก่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยคือพระรัตนตรัย ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งที่สำคัญ การเรียนการศึกษาเพื่อให้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นได้แก่รัฐธรรมนูญ ได้แก่พระรัตนตรัย การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาทางวัตถุกับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้มาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่
ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มันคือโซเชียลมันคือกระแส
ความรู้ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด การเรียนการศึกษาเป็นแสงสว่างเป็นปัญญา ความรู้ความเข้าใจจึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับพระนิพพาน สมมติ ๒ อย่างนี้จึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
ความรู้กับหน้าที่ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วก็จะเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เหมือนลมหายใจของเราทุก ๆ คน ลมหายใจของเราทุกคนนั้นต้องหายใจทุกหนทุกแห่งอยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ใช่วิมุตติความหลุดพ้น ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้น ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่การทำหน้าที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นต้องเป็นสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ
การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ทางจิตใจนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ สุขภาพทางร่างกายของเราก็ย่อมแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพทางใจของเราก็ย่อมดีมีพลัง มีเพาเวอร์สูง
เรารู้เราเข้าใจมีความสุขกับการทำหน้าที่ สุขภาพกายก็ย่อมดี สุขภาพใจของเราก็ย่อมดี ชาตินั้นได้แก่ความเกิด ความเกิดนั้นเราอาศัยธรรมนูญ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ตัวตนนั้นมันเป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง ความรู้ความเข้าใจเอาธรรมนูญมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ธรรมนูญให้ก้าวไปดั่งสายน้ำ
พระศาสนานั้นได้แก่ธรรมนูญที่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พระศาสนานั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดให้ยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง กษัตริย์นั้นหมายถึงตัวปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้นมันเป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง กษัตริย์นั้นเป็นนามธรรมหมายถึงตัวปัญญา ด้วยเหตุนี้เราจะมองเห็นพระเศียรของพระพุทธปฏิมากรณ์ที่มีความแหลมอยู่ปลายพระเศียร นี้หมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ นี้หมายถึงธรรมนูญที่เป็นความหมายที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
ชาติคือความเกิด ความเกิดของเหตุของปัจจัยด้วยอาศัยธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นสภาวธรรมอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงไม่มีข้อแม้ต่อรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญได้แก่ความเป็นธรรมความยุติธรรม เป็นบริสุทธิคุณ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าธรรมนูญนั้นคือความบริสุทธิคุณ เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้เป็นธรรมนูญ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นความยุติธรรมตรงไปตรงมา ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้เป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาที่เป็นใหญ่เฉพาะตน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ จิตใจของเรานั้นจะเป็นระบบของนายทุน ถ้าเราไม่เข้าใจจิตใจของเรานั้นจะเป็นระบบกรรมกร
ธรรมนูญนั้นไม่มีระบบนายทุนไม่มีระบบกรรมกร เป็นบริสุทธิคุณ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเกิดจากหน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
การประพฤติการปฏิบัติให้เกิดธรรมนูญนั้นจึงอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุก ๆ คน ถ้าเราคิดว่าเราลงทุนทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ความคิดอย่างนี้เป็นระบบของนายทุน
ถ้าเรามีความคิดว่าเราต้องเสียสละ ถ้าเราเสียสละเราทำงานเสร็จแล้วเราจะได้รับรางวัลค่าจ้างจากการทำงาน ความคิดอย่างนี้เป็นระบบความคิดของกรรมกร นายทุนกับกรรมกรนั้นจึงไม่ใช่บริสุทธิคุณจึงไม่ใช่ธรรมนูญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้ว จะไปเอาอะไรอีก การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เป็นผู้ที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ เพราะนี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ นี้คือวิมุตติสุขความหลุดพ้นจากการทำหน้าที่
ธรรมนูญจึงเป็นบริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญกับพระนิพพานจึงไม่มีสภาพอะไรปรุงแต่งได้ ระบบความคิดของนายทุน ระบบความคิดของกรรมกรจึงเป็นความไม่อิ่มไม่เต็มความไม่พอไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลง มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
ระบบความคิดของนายทุนกับกรรมกรนี้ถึงแก้ปัญหาไม่ได้ ความคิดอย่างนี้เป็นคนรวยก็ย่อมมีความทุกข์ เป็นผู้มีอำนาจก็ย่อมมีความทุกข์ เป็นคนจนก็ยิ่งทุกข์ทางไม่มีวัตถุมีความทุกข์ทางจิตใจ ๒ อย่างทวีคูณ
ความงามนั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความงามนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ความงามนั้นจึงเป็นธรรมนูญ ความงามนั้นจึงเป็นพระนิพพาน ตัวตนนั้นไม่ใช่ความงาม ตัวตนนั้นเป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองไม่ใช่ความงาม ตัวตนนั้นจึงไม่ใช่บริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นต้องเกิดจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เสขบุคคลบุคคลผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เป็นบารมีเบื้องต้น ๑๐ ทัศ อย่างกลาง ๒๐ ทัศ อย่างละเอียดสูงสุด ๓๐ ทัศ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พระศาสนาทุกพระศาสนาไปในทางเดียวกัน เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นอริยมรรคทั้งทางกายทางวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจบริสุทธิคุณ ใจเอาธรรมนูญนำชีวิต ใจเอาพระนิพพานนำชีวิต
คำว่าพระก็ได้แก่กฎหมาย ได้แก่พระวินัย ศาสนาทุกศาสนานั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ทุก ๆ ศาสนานั้นต้องไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ถ้าตัวตนแล้วไม่ใช่พระศาสนา สงครามในพระศาสนานี้จึงไม่มี ถ้าสงครามมีในพระศาสนานั้นย่อมไม่ใช่พระศาสนา นั้นคืออัตตานั้นคือตัวคือตน
พระศาสนานั้นได้แก่ธรรมนูญ เรายกเลิกตัวยกเลิกตนนี้เราก็หมดโอกาสที่จะไปทะเลาะกับใคร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวตนนั้นคือความแตกแยก คือความไม่สามัคคี ตัวตนนั้นคือสังฆเภท ตัวตนนั้นได้แก่สงคราม ได้แก่ความไม่สงบ ตัวตนนั้นจึงเป็นสงครามอยู่ในตัวของตตัวตนเอง เป็นสงครามขยายออกไปภายนอก ครอบครัวหมู่บ้านนิคมเมืองหลวง สงครามภายในประเทศ สงครามต่างประเทศ สงครามโลก เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าตัวตนนั้นคือความไม่สงบ
ด้วยเหตุผลนี้ หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจต้องเอาธรรมนูญมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการทำหน้าที่ เราอย่าไปคิดว่าเราทำงานเสร็จแล้วเราจะได้สบาย เรามีความคิดอย่างนี้มีความผิดพลาดถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะ มันเป็นความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด ไม่ใช่ความสงบและปัญญา นั้นเป็นอัตตาตัวตน
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันถึงจะไม่เป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่ ความดับทุกข์นั้นอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราอย่าไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเข้าถึงธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพนั้นเข้าถึงธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราคิดว่าอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญจะเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่
ท่านให้เรารู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เราเอากฎหมายมาใช้ให้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เราเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติให้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อจะให้เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เข้าถึงธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นอริยมรรคอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราไม่เข้าถึงธรรมนูญ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะแก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหานั้นจะเป็นปัญญาไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจเราเอามาใช้มาทำหน้าที่ให้มีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน
ทุกชาติทุกศาสนามีความรู้ความเข้าใจทำได้ปฏิบัติได้หมดทุกชาติทุกศาสนา ผู้ที่ทำไม่ได้มีเพียง ๒ คน คือผู้ที่ตายไปแล้วทำไม่ได้ ผู้ที่เป็นคนบ้าสมองเสียแล้ว เป็นคนบ้า ๒ คนนี้ทำไม่ได้
เมื่อเรามีความเห็นถูกต้องก็ต้องมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ทุกคนก็ย่อมทำได้
การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ชีวิตจริงนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน โซเชียลที่เป็นภายนอกภายในเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจปัญหานั้นต้องให้เกิดปัญญา วิกฤตนั้นต้องให้เป็นโอกาส
วาระของการปฏิบัติต้องเอาปัจจุบันจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องรู้จักการประพฤติการปฏิบัติ ความอร่อยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราต้องเอาความอร่อยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจมาใช้มาทำหน้าที่
ความเพลินเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติการปฏิบัติของเราเนิ่นช้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่จบ สติสัมปชัญญะนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ รู้ผิดรู้ถูก รู้ดีรู้ชั่ว เพื่อยกเลิกความหลงความเพลิดเพลินที่เราทุกคนเอาความหลงนำชีวิต ความอร่อยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ชีวิตของเราหมุนรอบเป็นวงกลมเหมือนดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง เหมือนโลกหมุนรอบตัวเอง
ธรรมนูญเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ธรรมนูญนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล เราทุกคนต้องหยุดวัฏฏสงสารที่หมุนรอบตัวเองด้วยธรรมนูญ
ธรรมนูญนั้นได้แก่ยาน เราจะเดินทางต้องอาศัยเท้า ๒ เท้าก้าวไปในการเดินทาง เราเดินทางต้องอาศัยยานพาหนะในการเดินทาง ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพราะทะเลมหาสมุทรนั้นมันกว้างใหญ่ไพศาลถึงจะเดินทางปลอดภัยสวัสดิภาพในการเดินทาง การเดินทางของเราก็ต้องอาศัยยาน ยานนั้นถึงเป็นธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมายเพื่อเอากฎหมายนั้นมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พระนิพพานจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พูดเรื่องภพชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาที่ปัจจุบัน ถ้าเราไปคิดว่าเอาภพชาติทางสรีระร่างกายจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ความคิดอย่างนั้นจะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะคนเราถ้าเอาวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันอายุขัยของหมู่มวลมนุษย์อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีถึงจะลาละสังขาร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาภพชาติทางจิตทางใจ เพื่อจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ เพื่อความไม่เพลิดเพลินไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ด้วยเหตุนี้ท่านถึงให้มุ่งภพชาติเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาเป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ อย่างมีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น ผู้ที่เอาตัวเอาตนนำชีวิตก็ย่อมอยู่ในอบายมุขอยู่ในอบายภูมิตั้งแต่อยู่ในปัจจุบันนี้แหละ ไม่ต้องรอชาติหน้า สำหรับผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจเอาธรรมนำชีวิตเอาธรรมนูญนำชีวิต มีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ที่เป็นเสขบุคคล บุคคลผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เช่นพระโสดาบัน: จะเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แบ่งย่อยได้แก่:
- สัตตักขัตตุปรมะ: เกิดอีก 7 ชาติ
- โกลังโกละ: เกิดอีก 2-3 ชาติ
- เอกพีชี: เกิดอีกเพียง 1 ชาติเท่านั้น
พระสกิทาคามี (พระสกทาคามี): จะกลับมาเกิดในมนุษยโลกหรือกามภูมิอีกเพียง 1 ชาติ เท่านั้น
พระอนาคามี: จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก หากจุติจะไปเกิดในพรหมโลกและบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่นั่นแล้วปรินิพพาน
พระอรหันต์: ดับกิเลสและสังโยชน์ได้หมดสิ้นแล้ว จึงไม่เกิดอีกเลย เป็นชาติสุดท้าย
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจต้องเน้นเรื่องวาระจิตอยู่ที่ปัจจุบัน การปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่ ประพฤติปฏิบัติเหมือนพระโสดาบันพระสกิทาคามี พระอนาคามีจนกว่าสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
ด้วยเหตุผลนี้ พระศาสนั้นถึงเป็นอริยมรรคเป็นการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติคือการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้การทำงานกับการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระศาสนานั้นจึงจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เอไอทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นจะได้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ จะได้เป็นปัญญาประดิษฐ์
การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเอาปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจการปฏิบัตินั้นต้องเอาที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงจะเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะได้ผลเห็นผล เพราะจะได้กระชับกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้เราจะหยุดโลกส่วนตัวโลกตัวกูของกูตัวสูของสูนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจต้องกระชับกับการประพฤติการปฏิบัติ
จะได้ไม่เอาความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความไม่ถูกใจนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ ความถูกใจและความไม่ถูกใจนั้นมันคือความไม่ถูกต้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องมีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันต้องหยุดปัญหา เอาวิกฤตเป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอวาทสำคัญที่สุดของโอวาทว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว จึงได้เมตตาประทานปัจฉิมโอวาทไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา