๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นคือพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าธรรมนูญนั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นคือธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดให้สงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้รู้ให้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการเอาความรู้มาใช้ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจะไปมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ ถ้ามองข้ามปัจจุบันแล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่าปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจะไปประมาทนั้นไม่ได้ เราต้องรู้จักคำว่าพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ สัญชาตญาณที่เป็นมิจฉาทิฏฐิที่มันเป็นตัวเป็นตน เราทุกคนนั้นย่อมมองข้ามปัจจุบันไป เราทุกคนจะมองข้ามปัจจุบันไปไม่ได้ การพัฒนาเอไอทางวัตถุก็ต้องพัฒนาปัญญาสัมมาทิฏฐิไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้วัตถุได้ก้าวหน้า ให้ปัญญาได้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนต้องพัฒนาเอไอ พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้จะเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต การอบรมบ่มอินทรีย์ต้องเอาปัจจุบันเป็นหลัก ความกตัญญูกตเวทีเป็นสมบัติของผู้ดีของคนดี ถ้าเราไม่เข้าใจในเรื่องปัจจุบัน เราเป็นคนไม่มีปัญญานะ ไม่เห็นคุณเห็นประโยชน์ในปัจจุบัน จะเป็นคนมีปัญญาได้อย่างไร

 

ธาตุขันธ์อายตนะนั้นได้แก่ดีเอ็นเอของบรรพบุรุษ ญาติบรรพบุรุษของเรานี้ได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้งหลาย ความกตัญญูกตเวทีนั้นจึงเป็นสมบัติของผู้ดีเป็นสมบัติของคนดี การที่คิดดี ๆ นั้นเป็นสมบัติของผู้ดี การที่พูดดี ๆ นั้นเป็นสมบัติของผู้ดี กิริยามารยาทที่ดีเป็นสมบัติของผู้ดี อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกความเห็นแก่ตัวเป็นคุณสมบัติของผู้ดี

 

พ่อแม่ญาติบรรพบุรุษก็ได้แก่ตัวของเราเอง ไม่มีใครที่ไหนเล่าคือตัวของเราเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราจะเป็นผู้กตัญญูกตเวทีได้ก็ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ พากันมาเข้าธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต ไม่เอาอวิชชาไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความถูกใจ เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต ความถูกต้องใจที่เป็นอวิชชาเป็นความหลงนั้นไม่ใช่ความถูกต้องนะ ไม่เอาความถูกใจ ต้องเอาฉันทะเอาความพอใจเอาพระธรรมพระวินัยที่เป็นธรรมเป็นธรรมนูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีมาหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย เพื่อให้บารมีได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เห็นคุณค่าอยู่ที่ปัจจุบัน เห็นคุณค่าของธาตุของขันธ์ของอายตนะ เห็นคุณค่าของสมมติสัจจะ สัจจะถึงจะเป็นสมมติก็จริง สัจจะนั้นจะส่งเราเข้าถึงวิมุตติความหลุดพ้น

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะไม่เห็นคุณค่าในปัจจุบัน จะไม่เห็นคุณค่าในสมมติสัจจะ กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า พระวินัยนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เราทุกคนต้องรู้ว่าเราทุกคนต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมชาติที่เป็นนิติบุคคลตัวตนแล้วจะตั้งอยู่ในความประมาท ไม่เห็นความสำคัญในปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเราทุกคนทุกคนรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่สามารถปกปิดใจของตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ วิมุตติหลุดพ้นจากระบบนายทุนจากระบบทาสกรรมกรนั้นอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจว่าเราจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไปไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจในเรื่องปัจจุบัน ไม่มองข้ามปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้จักปัจจุบัน ท่านถึงตรัสว่าเมื่อเรายังไม่พบญาณ, ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน, คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา, คือถึงนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเห็นคุณค่าของธรรมนูญ เห็นคุณค่าของพระนิพพาน พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นจึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้วิมุตติหลุดพ้นที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติถึงท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

เพราะเหตุผลว่าสมาธิสมาบัติเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นไม่ใช่พระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราไม่มองข้ามปัจจุบัน ความประมาทนั้นถึงไม่มีสำหรับพระพุทธเจ้าสำหรับพระอรหันต์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าทุกคนนั้นจะประมาทไม่ได้ เอาปัจจุบันนี้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความกตัญญูกตเวทีที่เป็นคุณสมบัติของผู้ดีของคนดีนั้นจึงเป็นการไม่มองข้ามหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เอากฎหมายมาใช้มาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เอาพระวินัยมาใช้ให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เพราะปัจจุบันนี้เราต้องเอากฎหมายเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรามีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดเห็นอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มันคือความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้คิดอย่างนี้ พระอรหันต์ท่านไม่ได้คิดอย่างนี้ เพราะคิดอย่างนี้ยังเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจยังไม่เห็นคุณค่าในปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเห็นคุณค่าในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ เห็นคุณค่าในปัจจุบัน

 

ความกตัญญูกตเวทีเป็นสมบัติของผู้ดี เมื่อเรามองข้ามปัจจุบัน เราจะเป็นคนดีมีสมบัติของผู้ดีได้อย่างไร

 

เราไปมองข้ามปัจจุบันไป มองข้ามความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเราจะเป็นคนดีมีคุณสมบัติของผู้ดีได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าในโลกนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนดีมีคุณสมบัติของผู้ดี

 

ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านเป็นคนดี เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ท่านมีสมบัติของผู้ดี มีสมบัติของคนดี

 

ดีเอ็นเอของเราทุกคนที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

การที่คิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพก็บริสุทธิคุณยกเลิกตัวตน มีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในปัจจุบันในการทำหน้าที่ เราทำอย่างนี้ถึงจะเป็นผู้กตัญญูกตเวที

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เป็นผู้ที่กตัญญูกตเวที การดำเนินชีวิตของเราต้องกตัญญูกตเวทีต่อกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ไม่มองข้ามปัจจุบัน วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้วเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นได้แก่ความไม่กตัญญูกตเวที

 

เราคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพยกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มองข้ามปัจจุบัน ถ้าเรามองข้ามปัจจุบันจะชื่อว่าเราเป็นคนกตัญญูกตเวทีได้อย่างไร ธรรมนูญนั้นจึงได้แก่ความกตัญญูกตเวที นิพพานนั้นจึงได้แก่ความกตัญญูกตเวที

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ ที่เป็นอคติทั้ง ๔ ที่เป็นนายทุนเป็นกรรมกรอยู่ในตัวของเราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เราต้องรู้จักปัญหา เราต้องรู้จักวิกฤต

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การเวียนว่ายตายเกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อเราจะได้หยุดวงจรของเรื่องจิตเรื่องใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ถ้าเราเอาวงจรทางร่างกายนั้นเวลามันนานเกิน ถ้าเราเอาวงจรทางกายเราจะตั้งอยู่ในความประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาเรื่องวงจรทางจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาวงจรทางจิตใจ ถ้าเอาวงจรทางกายนั้นย่อมเกิดความประมาท เพราะสรีระร่างกายของเรานั้นพัฒนาเอไอทางวัตถุ พัฒนาเอไอทางจิตใจ อายุขัยของสรีระร่างกายนั้นอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดนั้นท่านเอาวงจรทางจิตใจ จะไม่ไปเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดของทางร่างกาย พระอรหันต์ขีณาสพนั้นท่านเอาวงจรของเรื่องจิตเรื่องใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้าถึงเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพถึงเข้าถึงพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าพระอรหันต์นั้นจะไม่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงมีคำว่าปัญญาสัมมาทิฏฐิที่มีความเห็นถูกต้อง จึงให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอาวงจรในเรื่องจิตเรื่องใจ เป็นผู้ดำริชอบออกจากกามจากพยาบาท เน้นมาเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติในเรื่องจิตเรื่องใจได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นเปรียบเสมือนลมหายใจ ผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้องหายใจติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เมื่อเราคิดว่าเราจะไปเอาพระนิพพานเมื่อละสังขารวายชนม์ ภพชาติทางสรีระร่างกายมันยาว เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่ ไม่เห็นความสำคัญในปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัติจิตใจของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่ป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เน้นยกเลิกตัวยกเลิกตนไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ

 

เพราะเหตุผลว่ากายวาจากิริยามารยาทเป็นเพียงอุปกรณ์เป็นเพียงกรรมกรของใจ

 

การปฏิบัติใจนั้นใจของเรามันเป็นนามธรรมมันปฏิบัติไม่ได้ ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติแทน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องเอากฎหมายที่เป็นสมมติสัจจะเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมนูญนั้นถึงจะเกิดได้ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่เป็นสมมติสัจจามาใช้ ธรรมะถึงจะเกิดได้ ด้วยเหตุผลนี้การปฏิบัติใจต้องไปปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงจะไม่ได้เป็นเพียงนักปรัชญาไม่ได้เป็นเพียงนักจิตวิทยา ความรู้นั้นถึงคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ทางวิทยาศาสตร์นั้นต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ทางจิตใจนั้นต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่ใช่คนดีคนกตัญญูกตเวที ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเอาปัจจุบันมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เอามาเสียสละ

 

โลกส่วนตัว โลกตัวกูของกูตัวสูของสูนั้นจะจบลงได้ก็อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่เราเสียสละเราทำหน้าที่

 

ความเกิดนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นความเกิดทางจิตใจ ความกตัญญูกตเวทีนั้นต้องมาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เราจะได้เอาดีเอ็นเอที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้งหลายเอามาใช้เอามาปฏิบัติ พ่อแม่บรรพบุรุษทั้งหลายก็คือตัวของเรานี้เอง ความกตัญญูกตเวทีได้แก่การพัฒนาวัตถุพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติทางวัตถุและจิตใจ ที่ทุกคนไม่มองข้ามปัจจุบัน เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ

 

ความเคารพในสมมตินั้นจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นมีความสงบ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นไม่มีความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสความเคารพตรัสคารวธรรม ๖ ประการ ให้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 

        สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
     

  สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา

 

สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ

 

ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจะได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

 

ความเคารพนี้จะให้เกิดความสงบไม่ตั้งอยู่ในความประมาท การไม่มองข้ามปัจจุบันนี้จึงเป็นสมบัติของคนดีสมบัติของผู้มีปัญญา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ทรงตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ที่เป็นโอวาทที่สำคัญที่สุดของโอวาท ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 145,372