๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นธรรมนูญเป็นบริสุทธิคุณ
ปัจจุบันเป็นวาระแห่งการประพฤติการปฏิบัติ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ใจนั้นเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ปกปิดตัวเองนั้นไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นความบริสุทธิ์อยู่ที่ใจ การปฏิบัติใจต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ เพราะใจเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ภาชนะที่ใช้การใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้เท่านั้น ถ้าภาชนะคว่ำหรือภาชนะล้มคือภาชนะที่ใช้การใช้งานไม่ได้
ปัจจุบันเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ความรู้นั้นเป็นนักปรัชญา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้
สมมติสัจจะนั้นมีหลายสมมติ นับเป็นล้าน ๆ สมมติ สมมติสัจจะนั้นเกิดขึ้นได้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติให้รู้ให้เข้าใจ เพื่อจะเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ใจของเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้สมมติสัจจะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ จะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สมมติสัจจะนั้นเป็นธรรมนูญ เป็นบริสุทธิคุณ สมมติสัจจะนั้นเป็นมรรคผลนิพพาน เป็นบริสุทธิคุณ
ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นจึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความปรุงแต่ง ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวเท่านั้นไม่ได้มีหลายวาระ วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมีเพียงวาระเดียว เมื่อเรารู้เข้าใจ เราเอาความรู้นั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่า วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว การประพฤติการปฏิบัติของเราก็จะเกิดการติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำให้เรารู้เข้าใจ หมายถึงน้ำที่ไหลเป็นสายไม่ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดให้เรารู้เข้าใจ น้ำหยดหมายถึงน้ำมันหยดทีละหยดทีละหยดขาดขั้นขาดตอนอย่างนี้ไม่ใช่สายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจึงไม่เอาความชอบใจและความไม่ชอบใจ เพราะความชอบใจไม่ชอบใจนั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ นำความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติที่เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่ได้แก่พระโสดาบันพระสกิทาคาอนาคามีจนถึงพระอรหันต์คือผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนดั่งสายน้ำ ไม่ปฏิบัติเหมือนน้ำหยด หยดลงทีละหยดทีละหยดขาดขั้นขาดตอน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาททางอาชีพ เน้นบริสุทธิคุณ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจความถูกใจและไม่ถูกใจนั้นไม่ใช่ความถูกต้อง
เพราะเหตุผลว่า ธรรมนูญที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรามายกเลิกความชอบความชังที่เป็นกระแสเพื่อให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นความดับไม่เหลืออยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีความคิดว่าความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เราสร้างเหตุสร้างปัจจัย เมื่อเราสร้างเหตุสร้างปัจจัยเราจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเหตุปัจจัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การทำดีก็เป็นความดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมีความหวัง การคิดดีก็ดีอยู่แล้วไม่ต้องมีความหวัง กิริยามารยาทดีก็ดีอยู่แล้วไม่ต้องมีความหวัง อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตนก็ดีอยู่แล้วไม่ต้องมีความหวัง ถ้าเรามีความหวังนั้นเป็นความคิดที่ว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ นี้เป็นความคิดของนายทุนในการลงทุน นี้เป็นความคิดของกรรมกรคิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับรางวัลจากการทำงาน
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจเพื่อความดับไม่เหลือจากการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราคิดว่าเราจะได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนจากการทำงานนี้ยังมีความทุกข์ทางจิตใจอยู่ มีความเครียดทางจิตใจอยู่ ยังไม่ใช่บริสุทธิคุณ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราคิดดีทำดีกิริยามารยาทก็ยกเลิกตัวตนอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเราไปเอาเราก็เป็นคนบ้าเท่านั้นเอง อย่างที่ความคิดว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้รู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปไม่มีอะไร
ความดีและปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณก็เป็นเช่นนี้อย่างเดียวกัน ปัจจุบันนั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ ปัจจุบันนั้นถึงจะไม่เป็นตัวไม่เป็นตน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ สุขภาพกายก็ย่อมดี สุขภาพจิตใจก็ย่อมดีอยู่ที่ปัจจุบัน
ธรรมนูญจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ
การปฏิบัติใจ ใจเป็นนามธรรมการปฏิบัตินั้นจึงมาปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ด้วยเราต้องรู้เข้าใจ ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ เอาความรู้กับการปฏิบัติด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นมาประพฤติมาปฏิบัติ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ รู้แล้วต้องปฏิบัติ รู้แล้วไม่ปฏิบัติไม่ได้ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะหยุดได้ด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเข้าสู่หน้าที่ เข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น การปฏิบัตินั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติการทำหน้าที่
สมมติสัจจะที่เป็นกฎหมายที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเราทุกคนต้องยึดมั่นถือมั่นในสมมติสัจจะ ในพระธรรมในพระวินัยในกฎหมายในหน้าที่ ความยึดมั่นถือมั่นในสมมติสัจจะในพระธรรมในพระวินัยในกฎหมายนี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยในกฎหมายนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเสียสละ ยกเลิกตัวยกเลิกตน
เราจะเดินทางต้องอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยยานในการเดินทางถึงจะเดินทางได้ ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเราถึงจะเดินทางได้ด้วยความปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ
ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยกฎหมายเป็นธรรมนูญเป็นพระนิพพานเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราว่าคนอื่นที่เป็นความชอบความชัง
วาระแห่งการประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นลงที่ปัจจุบัน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อให้วงจรการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นวาระอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเข้าถึงความบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่ได้เอาวาระวงจรในการเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกาย เพราะการเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกายมันนานเกิน วงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกายนั้นผู้ที่อายุยืนกินเวลานานร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นยังตั้งอยู่ในความประมาท ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เนิ่นช้า
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงให้เน้นมายังปัจจุบัน การปฏิบัติทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้จะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณ ไม่หวังอะไรตอบแทน เป็นความดับไม่เหลือในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความรู้ก้าวไปกับการปฏิบัติ
ดีเปรสชั่นได้แก่ฝนที่ตกตามฤดูกาลที่ติดต่อต่อเนื่องเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดีตามฤดูกาล ใต้ฝุ่นนั้นเป็นความรุนแรงของลมฝนดินฟ้าอากาศชั่วครู่ชั่วยาม ทำให้ทรัพยากรเกิดความเสียหาย เหมือนกับเอลนีโญ-ลานีญา ความไม่รู้ไม่เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นเหมือนกับเอลนีโญ-ลานีญาเช่นเดียวกัน
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เป็นทรัพยากรทั้งภายนอกภายใน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจแล้วปฏิบัติ รู้เข้าใจแล้วทำงาน ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นเราเอาความรู้คู่กับการทำงาน
ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานจึงอยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมนูญนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน บริสุทธิคุณนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน
ความรู้อยู่ที่ปัจจุบันพร้อมกับการทำหน้าที่พร้อมกับการเสียสละ ที่ไหนมีความรู้ที่นั่นต้องเสียสละ ปัญญากับการปฏิบัติต้องเอามาใช้ทำงานอยู่ที่ปัจจุบัน
พระนิพพานนั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ที่ไหนรู้ที่นั่นต้องปฏิบัติ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นได้ติดต่อตอ่เนื่องดั่งสายน้ำ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติที่บริสุทธิคุณจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน เพราะนี้คือปัญญาบริสุทธิคุณ ใจของเราเข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน ใจของเรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณจะทำหน้าที่ของบริสุทธิคุณ เรามาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพูดให้ประชาชนให้มหาชนรู้เข้าใจ เอาหน้าที่มาใช้มาทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ปัญญาบริสุทธิคุณได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราไม่รู้ในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราเลยไม่รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ
การไม่ประพฤติการไม่ปฏิบัตินั่นแหละคือการวิบัติ ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
มนุษย์เทวดาพรหมพระอริยเจ้าจึงต้องมีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน
ปัจจุบันนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติจะได้ทำงานติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา