๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ต้องมาปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราเอาความรู้สึกไม่ได้ เอาความถูกใจไม่ได้ ความถูกใจนั้นไม่ใช่ความถูกต้อง หลักการต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย ธรรมวินัยนั้นเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วจะเกิดความเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราจะไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป คิดอย่างนั้นไม่ได้ คิดอย่างนั้นมันเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นยืดเยื้อ
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่าให้มันยืดเยื้อ อย่ามีการต่อรอง ผลัดวันประกันพรุ่ง ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่ให้เราเป็นผู้ประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท อย่าไปยืดเยื้อ ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เรามารู้มาเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เพื่อปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
สติสัมปชัญญะของเรานั้นต้องมีสติสัมปชัญญะให้ชัดเจน อย่าให้สติสัมปชัญญะนั้นคลุมเครือ เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเพราะเหตุผลว่าเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมแล้ว จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะว่างจากตัวจากตน เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานเพื่ออาศัยปัญญาและความสงบที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พุทธะ คือ ความรู้ความเข้าใจที่เป็นศาสนกิจ กิจที่ควรทำ อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ จะก้าวไป จะหยุดได้ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ
อริยมรรคที่เป็นสภาวะแห่งพุทธะ จะยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกจากตัวจากตน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ความรู้สึกนั้นมันเป็นความถูกใจแต่ไม่ใช่ความถูกต้อง เอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เอไอนั้นต้องไม่เอาความถูกใจ เอไอนั้นต้องเอาความถูกต้อง
วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเราถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตนั้นไม่ได้ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นทางสายกลาง ยกเลิกความถูกใจจึงจะเป็นความถูกต้อง
ถ้าเราไม่เอาความถูกต้องนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญา นิติบุคคลตัวตนนั้นเป็นระบบนายทุน เป็นความคิดความเข้าใจว่าเราทำงานแล้วทำหน้าที่แล้วเราจะได้รับผลงานจากหน้าที่ ความคิดอย่างนี้แหละมันเป็นระบบนายทุน ไม่ใช่เป็นความบริสุทธิคุณ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นตัวเป็นตน ลงทุนทำงานทำหน้าที่หวังว่าเสร็จงานแล้วจะได้รับผลประโยชน์
ความคิดอย่างนี้ถึงใช้ไม่ได้ เป็นชีวิตที่ไม่ใช่บริสุทธิคุณ เป็นชีวิตของชีวิตนายทุนของชีวิตกรรมกร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ชีวิตของเราถึงจะไม่เป็นระบบนายทุน ถึงจะไม่เป็นระบบกรรมกร
เราต้องรู้เข้าใจ เอไอนั้นถึงจะเป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ เราต้องรู้เข้าใจ เราทำงานมีความสุขกับการทำงานมันก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว เราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านี้มันก็จะเป็นความถูกใจแต่ว่าไม่ได้เป็นความถูกต้อง
เราคิดดีพูดดีกิริยามารยาทดีอาชีพที่ยกเลิกตัวตน เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนความทุกข์ก็ไม่มีอยู่แล้ว ถ้าเราไปเอามากกว่านี้เราก็เป็นคนบ้าเท่านั้นแหละ ถ้าไม่บ้าก็เป็นโรคประสาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรารู้เข้าใจและทำหน้าที่ ทำความดีมันก็เป็นความดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไร เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะความดับทุกข์นี้อยู่ที่เรารู้เข้าใจ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ อยากได้มากมันก็ไม่มาก อยากให้น้อยมันก็ไม่น้อย เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความดับทุกข์ของเราทุกคนอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความสงบและปัญญา ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นวิมุตติหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่การทำหน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นถึงไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่ให้ทำงานเสร็จก่อนถึงจะมีความสุข ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์นั้นต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเมื่อเรารู้เมื่อเราเข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ไม่ต้องรอในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
เราพากันคิดดูดี ๆ ไม่มีใครไปถึงอนาคต ชีวิตของเรานี้ต้องไม่เป็นชีวิตอยู่กับอดีตอนาคต ปัจจุบันเราก็ไม่ต้องไปมีตัวมีตน ปัจจุบันเราก็ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ไม่เอาตัวเอาตนนำชีวิต ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนจากความรู้ความเข้าใจเอาพระธรรมเอาพระวินัยไม่ใช่เอาความรู้สึก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าสมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ของสมมติสัจจะ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนไม่มีความสุขในการเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เราอย่าคิดว่าทำงานเสร็จแล้วอนาคตเราจะมีความสุข ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นวัฏฏสงสาร เราไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัตินะ เราจะไปเอาความดับทุกข์อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้าเราไม่มีพื้นมีฐานเราจะยืนเดินนั่งนอนบริโภคใช้สอยได้อย่างไร
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นฉันทะเน้นความพอใจปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในปัจจุบันในการทำหน้าที่เพื่อจะเป็นพื้นเป็นฐาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพราะความสุขความดับทุกข์นี้อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
อย่างคำว่าพระ พระก็คือพระธรรมคือพระวินัย ถ้าเรามีความสุขในการเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต ยกเลิกตัวตน เราก็มีความสุขอยู่แล้ว อย่างผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทนี้ มาหยุดไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิตทุกคนก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว เพราะการที่เราไม่เอาความรู้สึกนำชีวิตมันเป็นความเต็มความอิ่มความพอ มันเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มันก็มีความสุขอยู่แล้วมันก็ไม่มีทุกข์อยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านี้มันก็เป็นบ้าเท่านั้นแหละ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ให้มาเอาพระธรรมพระวินัยมามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในพระธรรมในพระวินัยในการทำหน้าที่ เพราะความดับทุกข์มันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่รู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ ความดับทุกข์มันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราไปเอามากกว่านี้มันก็เป็นโรคประสาทเท่านั้นแหละ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจเอาสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติให้มีความสุขในการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เอไอนั้นจะได้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ทางวิทยาศาสตร์จะได้ก้าวหน้า ทางปัญญาจะได้เติบโต ๒ อย่างนี้ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน
เราเอาความรู้สึกไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมพระวินัย เน้นมายังใจของเราที่บริสุทธิคุณ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นไม่ใช่ความถูกต้อง ความถูกใจนั่นแหละคือความไม่ถูกต้อง
ใจนั้นอยู่ตรงกลาง ใจนั้นเป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ ใจนั้นเป็นเอไอเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราเอาความรู้สึกนำชีวิตจะเป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ได้ไหม มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่ได้ เราเอาความรู้สึกนำชีวิตจะเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยมั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่ใช่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาความรู้สึกนำชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจึงไม่ใช่ความรู้สึก
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อไม่ให้พระอานนท์และสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอาความรู้สึกนำชีวิต ให้รู้เข้าใจให้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้เราต้องเอามาใช้เพื่อไม่ให้เราไปเอาความรู้สึกนำชีวิต เพราะความรู้สึกนั้นมันเป็นสัญชาตญาณเป็นวัฏฏสงสาร
พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราจะไปเพิ่มเราจไปตัดไม่ได้ เพราะคำว่าเพิ่มคำว่าตัดนั้นมันเป็นความรู้สึก นั้นเป็นวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้รู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้เอาความรู้สึก
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องความบริสุทธิคุณเพื่อหยุดความรู้สึกหยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่า ความเป็นพระนั้นได้แก่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ถ้าเราเอาความรู้สึกนำชีวิตเราจะเอาพระธรรมพระวินัยได้อย่างไร เพราะความรู้สึกก็เป็นความรู้สึกมันไม่ใช่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงยกเลิกความรู้สึกด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
บริสุทธิคุณนั้นจึงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ อยู่ทีมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ พระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นคลังเป็นธนาคารแห่งมรรคผลพระนิพพาน
ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อสมัยพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เหมือนปัจจุบันนี้แหละ ปัจจุบันนี้ก็เหมือนครั้งพุทธกาล เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราอย่าไปคิดว่าเราไม่ได้เกิดในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เมื่อก่อนปี ๒๕๖๙ ถ้าเราเกิดตอนนั้นเราคงได้บรรลุธรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะเกิดในยุคไหนมันก็เป็นปัจจุบันอย่างนี้แหละ เมื่อเราคิดอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้นมันไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเรากิริยามารยาทอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเราพูดอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเราเอาความรู้สึกนำชีวิตสมัยไหนมันก็เป็นตัวตนเหมือนกัน อดีตหรืออนาคตมันก็เป็นปัจจุบันอยู่อย่างนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เมื่อเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยความเป็นพระก็อยู่ที่พระธรรมพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้ที่มีคำถามว่าความเป็นพระนั้นมีเฉพาะศาสนาพุทธเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสให้รู้ให้เข้าใจ ถ้าใครเอาพระธรรมเอาพระวินัยผู้นั้นก็เป็นพระ พระนั้นคือพระธรรมพระวินัยไม่เอาความรู้สึก เอาความรู้สึกนั้นจะเป็นพระธรรมพระวินัยได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ เราเอาความรู้สึกนำชีวิตเราจะเป็นพระธรรมพระวินัยได้อย่างไร เพราะความรู้สึกนั้นไม่ใช่พระธรรมพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อดีตปัจจุบันอนาคตเราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เพราะความรู้สึกนั้นไม่ใช่พระธรรมไม่ใช่พระวินัย
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ กระบวนการของพระนิพพานที่เป็นปัญญาประดิษฐ์เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นการหยุดการยกเลิกไม่เอาความรู้สึก เป็นพุทธภาวะที่เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความรู้ความเข้าใจมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีอิทธิบาท ๔ มีพละ ๕ อินทรีย์ ๖ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานถึงประทานโอวาทสำคัญว่าเราเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เอาความสงบและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ด้วยเหตุผลนี้จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน เพื่อให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจ อย่าได้พากันตั้งอยู่บนรากฐานของความประมาท เพราะปัจจุบันนี้เราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้
จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาท สำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา