๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราอาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจเอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อยกเลิกการตามใจของเรา หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เอาธรรมนูญที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏกิบัติมาทำหน้าที่ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มาเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเราต้องเข้าใจว่ามีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

พูดเรื่องของภพชาติ ถ้าเราจะเอาวาระของกายมันนานเกิน ปัจจุบันนี้มนุษย์เราก็อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี หรือมากกว่าร้อยปี เพราะอาศัยเอไอทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ อาศัยทางจิตใจคือปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งหลายต้องพากันเข้าใจ  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะไม่เสียเวลาในการประพฤติการปฏิบัติ มีผู้ไม่เข้าใจได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ

 

พระบรมศาสดาได้ตรัสว่าเรื่องตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข เหตุอย่างไรผลเป็นอย่างนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่าให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจในเรื่องตายแล้วเกิดในเรื่องตายแล้วสูญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินี้ต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันนั้นจะเป็นประโยชน์ขณะนี้เดี๋ยวนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่เป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ ที่เรามีความคิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับผลประโยชน์ ความคิดอย่างนี้ไม่ใช่ ความคิดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนี้เป็นความคิดความเห็นที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เราไปคิดว่าเมื่อร่างกายของเราลาละสังขารเราจะเข้าถึงพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราพากันเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ การปฏิบัตินั้นจึงเน้นวาระที่ปัจจุบัน วาระของความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพต้องเน้นที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่า วาระของการตายหรือว่าการละสังขารนั้นมันนานเกิน การประพฤติการปฏิบัตินั้นที่จะได้ผลเห็นผลต้องเน้นที่ปัจจุบัน ต้องเน้นวาระความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพต้องเน้นมาที่ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันเข้าใจอย่างนี้ ด้วยเหตุผลนี้ทางวัตถุกับทางจิตใจถึงไปพร้อม ๆ กัน ทางนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ทางจิตใจก็เอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อความสมดุล

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงได้ตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้รู้ให้เข้าใจ ว่ามนุษย์เรานี้ต้องเอาทางสายกลางนำชีวิต ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ยกเลิกความรู้สึก ให้เอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญกับพระนิพพานมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย ธรรมะจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เราจะเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ ความถูกใจนั้นถึงไม่ได้เป็นความถูกต้อง เราเอาความถูกใจนั้นจึงไม่ใช่ความถูกต้อง ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะมาเอาความรู้สึกนำชีวิตนี้ไม่ได้

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นธรรมนูญเป็นพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้จะเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ต้องเอาความถูกต้อง สมมติสัจจะทั้งหลายมีหลายล้านสมมติ สมมติสัจจะนั้นเป็นความจริงโดยสมมติ สมมตินั้นเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมองข้ามสมมตินั้นไม่ได้ สมมตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ เราต้องเอาสมมตินั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

อย่างความคิดของเราทุกคนเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ถ้าเราคิดดีมันก็ดีเลยไม่มีชั่ว เพราะความคิดนั้นมีเพียงวาระเดียว คำพูดเราก็มีวาระเดียว ถ้าเราพูดดีมันก็ดีเลย ไม่มีชั่ว กิริยามารยาทเรามันก็มีวาระเดียว ถ้าเรากิริยามารยาทดียกเลิกตัวตนมันก็ดีไม่มีชั่ว อาชีพของเรายกเลิกตัวยกเลิกตนก็เป็นความดีไม่มีชั่ว

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ให้เอาปัจจุบันมาทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะเอาความรู้สึกของเราไม่ได้ ต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ทุกคนไม่มีใครสามารถปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นที่บริสุทธิคุณ เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้กระบวนการของเหตุของปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต การปฏิบัตินั้นเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเรื่องสายน้ำ ฝนที่ตกลงจากฟากฟ้าลงสู่พื้นพสุธา ไหลสู่ลำห้วยแม่น้ำสู่ทะเลมหาสมุทรติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสาย นี้เรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดนั้นได้แก่น้ำหยดลงทีละหยดขาดขั้นขาดตอน นี้เรียกว่าน้ำหยด

 

ปฏิปทาของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องไม่เอาความรู้สึก ต้องเอาธรรมนูญ ต้องเอาพระนิพพาน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การปฏิบัตินั้นถึงไม่มี ๒ มาตรฐาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

อย่างลมหายใจเข้าออกของเราทุก ๆ คน เราต้องหายใจเข้าออก เราต้องรู้ต้องเข้าใจ การปฏิบัติพระธรรมพระวินัยนี้ต้องปฏิบัติเหมือนลมหายใจเข้าหายใจออก เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกันเป็นธรรมนูญเป็นนิพพาน

 

คำว่าพระเราทุกคนต้องเข้าใจ คำว่าพระนั้นคือพระธรรมคือพระวินัยไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นจึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นจึงเป็นธรรมนูญ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นถึงเป็นนิพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราเอาความรู้สึกนำชีวิตนั้นไม่ได้ ความถูกใจนั้นถึงไม่ใช่ความถูกต้อง

 

ปัจจุบันนี้เราพากันพูดเรื่องโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง ถ้าเราเอาความรู้สึกที่เป็นความชอบใจนั่นแหละโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

การทำพุทธกิจ การทำศาสนกิจ การทำธุรกิจนั้นจึงเน้นมายังตัวเรา การทำประโยชน์ของตัวเรานั่นแหละคือการทำประโยชน์ของผู้อื่น การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือการทำประโยชน์ของผู้อื่น การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ทำหน้าที่ของตัวเองนั่นแหละคือประโยชน์ของผู้อื่น

 

เพราะเหตุผลนี้ เราทุกคนไปแก้ไขคนอื่นไม่ได้ เราไปหายใจให้คนอื่นไม่ได้ เราทานอาหารแทนคนอื่นไม่ได้ ทุก ๆ อย่างนั้นเราปฏิบัติเราปฏิบัติแทนคนอื่นไม่ได้

 

สัมมาทิฏฐิ เราต้องรู้เข้าใจ พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ทำพุทธกิจของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์คือผู้ที่ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ การบรรลุธรรมของพระอรหันต์จึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องมารู้มาเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วเราจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต

 

ตัวตนนั้นมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง มีคำถามว่าการประพฤติการปฏิบัติเหมือนพระอรหันต์นั้นเราจะไม่มีความทุกข์เราจะไม่มีความเครียดเหรอ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราปฏิบัติอย่างนี้ความทุกข์มันจะมาจากไหน ความเครียดมันจะมาจากไหน เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่จะให้มีความทุกข์จะไม่มีความเครียด

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านไม่มีความทุกข์ไม่มีความเครียด เรามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราทำอย่างนี้ความทุกข์จะไม่มีความเครียดจะไม่มีเพราะวาระมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความทุกข์ความเครียดนั้นอยู่ที่เราเอาความรู้สึกนำชีวิต อยู่ที่เราเอาความถูกใจ ความถูกใจนั้นแหละ ความถูกใจนั้นแหละคือความเครียด ความถูกใจนั้นจะเป็นความไม่พอเพียงเพียงพอ จะมีความพร่องของจิตใจอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ จะมีความพร่องไม่พอไม่เพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ ของประเทศไทย ท่านถึงได้พระราชทานความรู้ความเข้าใจให้พสกนิกรรู้เข้าใจเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ให้เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต เราต้องรู้เข้าใจ เราอยากให้มันช้าก็ไม่ช้า อยากให้มันเร็วก็ไม่เร็ว อยากให้มันมากก็ไม่มากอยากให้มันน้อยก็ไม่น้อย พสกนิกรชาวไทยต้องรู้ต้องเข้าใจจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ผู้ที่เป็นคนรวยถ้าเอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิตจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอได้ไหม มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่ได้ ผู้ที่มีความยากจน ถ้าเอาความรู้สึกนำชีวิตยิ่งทุกข์ทางจิตใจมากขึ้นทวีคูณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน  จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญานั้นมาเสียสละ เราทุกคนต้องเสียสละ การเสียสละนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ  การเสียสละนี้จะเป็นออกซิเจน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่เสียสละเราจะไม่มีธรรมนูญเราจะไม่มีพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตนมาเสียสละ ก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องเดินควบคู่กันไป

 

เราพากันมาเข้าใจคำว่านายทุน คำว่านายทุนได้แก่เราเอาความรู้สึกนำชีวิต เราเอาตัวเอาตนนำชีวิต เรามารู้จักคำว่ากรรมกร กรรมกรคือผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ได้เอาตัวตนนำชีวิต ๒ คนนี้คือคนเดียวกันนั่นแหละ ได้แก่ตัวได้แก่ตน

 

กรรมกรนี้นายทุนนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้จักเรื่องจิตเรื่องใจ ใจของเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราต้องเสียสละ เพราะเราไม่เสียสละมันก็คือการติดก้าวไปไม่ได้ การที่เราคิดว่าเราเรียนหนังสือเพื่อผลประโยชน์ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ เป็นข้าราชการนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน เวลาเรียนจบแล้วจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากความรู้การเรียนการศึกษา เวลาทำงานจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงาน รับราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชจะได้รับผลประโยชน์จากหน้าที่นั้น ๆ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นนายทุน มันไม่ใช่บริสุทธิคุณ นายทุนนี้ได้แก่ตัวได้แก่ตน คำว่ากรรมกรคือผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่าการงานแล้วจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราเสียสละนั้นมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก เราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก เราทำงานมันก็ดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเป็นนักบวชมันก็ดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเราเอามากกว่านี้จิตใจของเราก็เป็นนายทุน ถ้าเราเอามากกว่านี้จิตใจเราก็เป็นกรรมกร

 

ถ้าเราเอามากกว่านี้เราก็เป็นคนบ้าเท่านั้นแหละ คนบ้านี้ได้แก่คนไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตเราเป็นคนบ้า อย่างน้อยก็มีเชื้อบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้เมื่อได้เสียสละในการเรียนการศึกษา มีความสุขในการเรียนการศึกษา สุขภาพใจของเราก็ดี สุขภาพกายของเราก็ดี เรามีความสุขในการทำงาน สุขภาพใจของเราก็ดี สุขภาพกายของเราก็ดี

 

เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมนูญนั้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้พระศาสนานั้นจึงเป็นพระนิพพาน พระศาสนานั้นจึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ทุก ๆ พระศาสนาคือธรรมนูญคือพระนิพพานนะ เพราะศาสนาคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน ธรรมนูญคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จึงได้แปรรูปเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาเน้นลงที่ใจ ใจที่มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ มหาชนต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เข้าใจเรื่องอริยสัจสี่ เรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

เราทุกคนมาทำหน้าที่ของตัวเองด้วยฉันทะความพอใจ ด้วยปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตไม่ได้

 

ผู้ที่เอาธรรมนำชีวิตถึงเรียกท่านผู้นั้นว่าพุทธะ พุทธะนั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พุทธะนั้นคือธรรมนูญ พุทธะนั้นคือพระนิพพาน คนดีที่บริสุทธิคุณ ผู้มีปัญญาบริสุทธิคุณนั้นจึงได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่เอามาประพฤติมาปฏิบัติ

 

คนดีที่เอาบริสุทธิคุณนำชีวิตของประเทศไทยนั้นได้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ ของเมืองไทย ท่านเอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต ท่านประพฤติท่านปฏิบัติท่านเน้นมาที่ตัวของท่านเอง ด้วยเหตุผลนี้การที่แก้ไขตัวเองนั่นแหละคือการแก้ไขคนอื่น

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ จะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง โลกนี้ไม่ได้ขาดทรัพยากร โลกนี้ขาดธรรมนูญขาดพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้จักปัญหา ถ้าเราไม่รู้จักปัญหาเราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ เรารู้จักปัญหา ปัญหานั้นจะได้กลายเป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งกว่าปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนี้เราต้องหยุดความไม่ถูกต้อง ประพฤติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เน้นที่ใจของเรา รู้ว่าเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ธรรมนูญจะมีได้อย่างไร พระนิพพานจะมีได้อย่างไร

 

เรามามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเราต้องรู้เข้าใจวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เอไอต้องก้าวหน้า ปัญญาต้องเจริญเติบโต ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงตรัสให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ผู้ที่ได้บรรลุพร้อมกับละสังขารนั้นคิดเปอร์เซ็นต์นั้นมีน้อย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องเข้าใจ เราจะประมาทไม่ได้ เราต้องรู้จักคำว่ากระแส เราต้องรู้จักคำว่าโซเชียล

 

สติสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูก สติสัมปชัญญะนี้จะยกเลิกอดีตอนาคต ปัจจุบันเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์กับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,372