๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๒ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิ ๒ อย่างนี้เราต้องเอามาทำงานพร้อม ๆ กันความรู้กับความรับผิดชอบ ให้ปัญญากับการปฏิบัติได้ทำงานติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสายเพื่อเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อให้เป็นธรรมนูญ

 

ความรู้ต้องคู่กับความรับผิดชอบ ให้เอาปัจจุบันเป็นวาระของการประพฤติของการปฏิบัติ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว การปฏิบัติต้องเอาปัจจุบันยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ให้ปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันนั้นจึงได้แก่ชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นปัญญากับการปฏิบัติ ความรู้กับสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นจึงเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้กับความรับผิดชอบต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน วงจรของการประพฤติของการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอาวงจรของผัสสะอยู่ที่ขณะอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงจะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องไม่เอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดในทางสรีระร่างกาย เพราะการเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกายนั้นมันนานเกิน

 

มนุษย์เราอายุขัยของสรีระร่างกายอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางสรีระร่างกาย การปฏิบัติต้องเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดในเรื่องของจิต ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นในเรื่องวาระของจิตอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ให้เอาวาระจิตอยู่ที่ปัจจุบัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นวาระจิตใจที่บริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างสิ้นเชิง

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอย่างสิ้นเชิง

 

การดำเนินชีวิตหลังตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นพุทธกิจ เป็นกิจที่ควรทำ เป็นอกรียกิจ เป็นกิจที่ไม่ควรทำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะเหตุผลว่า ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การปฏิบัติของผู้ปฏิบัติต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นธนาคารชีวิต การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นรายรับรายจ่ายอยู่ที่ปัจจุบัน 

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นเป็นรายรับรายจ่าย  กายวาจากิริยามารยาทอาชีเป็นรายรับรายจ่าย ปัจจุบันเราจึงประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนั้นมันคือรายรับรายจ่าย

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรับผิดชอบในเรื่องรายรับรายจ่าย จะได้เอาปัจจุบันนั้นเป็นโอกาส จะได้เอาปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติของรายรับรายจ่าย

 

คำว่าปล่อยวางนั้น ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ คำว่าปล่อยวางนั้นได้แก่การเอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรานี้มันเป็นรายรับรายจ่าย มันเป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นเป็นยานที่เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ธรรมวินัยนั้นจึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ธรรมวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้จึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้จึงเป็นบริสุทธิคุณ จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความหลุดพ้นจากนิติบุคคลจากตัวจากตน อดีตเราต้องปล่อยวาง อนาคตเราต้องปล่อยวาง ปัจจุบันเราต้องปล่อยวาง ปล่อยวางตัวปล่อยวางตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นการขับเคลื่อนในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ธรรมวินัยนั้นจึงอยู่นอกเหตุเหนือผลเหนือความปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน จึงเป็นความดับไม่เหลือด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจึงเป็นการยกเลิกโลกธรรม ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิจะยกเลิกโลกธรรม ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคตทั้ง ๔ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นรายรับรายจ่ายนั้นจะลงตัวพอดี จะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความดีและปัญญาจึงเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นใครช่วยเหลือเราไม่ได้นะ ไม่มีใครช่วยเหลือเราได้ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

 

ธนาคารแห่งชีวิตนี้ไม่มีใครช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ ตนแลต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน ความคิดคำพูดกิริยามารยาทอาชีพจึงมุ่งเป้าไปยังบริสุทธิคุณ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ปัญญากับความตั้งมั่นต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นเมื่อเรารู้เราเข้าใจ มีความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย เกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยามของเหตุของปัจจัยเท่านั้น สิ่งเดิมแท้นั้นเป็นความประภัสสร ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากสุขทุกข์เป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในธรรมในสภาวธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้ความรับผิดชอบเพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ความรับผิดชอบความตั้งใจมั่นเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

หลักการจึงเป็นการอธิษฐาน ความตั้งใจมั่นคือการสมาทานเป็นความอธิษฐานเป็นความตั้งใจ เพื่อผู้ปฏิบัติจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการสมาทานเป็นการอธิษฐาน ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ คำว่าอธิษฐานนี้ไม่ใช่ขอนะ คำว่าอธิษฐานนี้คือการสมาทานคือความตั้งมั่น อธิษฐานนี้ก็เปรียบเสมือนเราจะสร้างอาคารใหญ่ ๆ สูง ๆ ต้องมีเสาเข็มใหญ่เสาเข็มลึก เพื่อรับแรงแผ่นดินไหว อธิษฐานนั้นคือความตั้งใจมั่นชอบ เพราะในชีวิตประจำวันของเราต้องผ่านโซเชียลต่าง ๆ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มันเป็นโซเชียล ถ้าเราไม่ตั้งใจไม่อธิษฐานนั้นย่อมผ่านโซเชียลผ่านกระแสไปไม่ได้

 

สมมติสัจจะนั้นเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ สมมติสัจจะนั้นเป็นความจริงของสมมติ สมมติสัจจะนั้นจะเป็นความจริง เพราะเหตุผลว่าสภาพเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เรามารู้เรื่องสมมติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราอย่าพากันคิดว่าสมมตินี้ไม่สำคัญ ใจเท่านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เราอย่าไปคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ สมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นแหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยยกเลิกเหตุยกเลิกปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสมมตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญ สมมติสัจจะนั้นแหละจะส่งเราเข้าถึงวิมุตติ สมมติสัจจะนั่นแหละจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ปฏิปทาทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นรายรับรายจ่ายเป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ปฏิบัติอย่าไปคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราลองคิดดูดี ๆ นะ ถ้าว่าอยู่ที่ใจทำไมถึงทานข้าวทานอาหาร ทำไมถึงฉันภัตตาหาร

 

ด้วยความรู้ความเข้าใจนี้เราทุกคนต้องเน้นมาที่ความรู้ความเข้าใจ เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นนั้นได้ มีใครบ้างปกปิดตัวเองได้ มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้มันจะเป็นรายรับรายจ่ายทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระศาสนานี้จึงเป็นการยกเลิกสายมู ยกเลิกอวิชชายกเลิกความหลง

 

เอไอนั้นต้องเป็นเอไอที่เป็นบริสุทธิคุณ ไม่เป็นเอไอที่เป็นตัวเป็นตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการยกเลิกระบบนายทุน ยกเลิกระบบกรรมกร เอไอต้องเป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ ยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกรถึงจะเป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ

 

การพัฒนาเอไอต้องพัฒนาเอไอให้เป็นบริสุทธิคุณเพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน วัตถุจะได้ก้าวหน้า ปัญญาจะได้ว่องไว อาศัยความรู้ความเข้าใจ จะได้เข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ

 

เอไอต้องเป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ เอไอต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเอไอไม่รู้ไม่เข้าใจ เอไอก็จะเป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง เอไอนั้นก็จะไม่เข้าถึงธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นความสมดุลความพอเพียงเพียงพอ อยู่นอกเหนือความปรุงแต่งด้วยความรู้ความเข้าใจ การเสียสละนั้นจึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราทุกคนพากันคิดดูดี ๆ ถ้าไม่เสียสละสติสัมปชัญญะนั้นย่อมไม่มี ย่อมไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่เข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ การเข้าถึงความไม่สมดุล

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาท เพื่อให้โลกนี้ได้เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 145,372