๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๒ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติ ให้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

วงจรของการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจนั้นเกิดขึ้นได้ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นจึงมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ วาระทางจิตใจนั้นเกิดได้ทีละวาระ อาศัยผัสสะสิ่งภายนอกภายในสัมผัสกันให้เกิดเป็นทีละวาระ ๆ ไป

 

วาระทางกายก็เช่นเดียวกัน การประพฤติการปฏิบัติของเราจึงต้องเอาทางสรีระร่างกายกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะกายกับใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไม่เอาความชอบใจและไม่ชอบใจ ความชอบใจและไม่ชอบใจนั้นมันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน กฎหมายกับพระวินัยคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นจึงเป็นธรรมนูญ พระพุทธเจ้านั้นจึงเป็นพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราเอาความชอบใจไม่ชอบใจนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ จะเอาความชอบใจไม่ชอบในนำการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ได้ เพราะความชอบใจนั้นมันเป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม ความไม่ชอบใจนั้นมันเป็นการเดินไปข้างหลังแล้วก็เดินกลับมาข้างหน้าอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

ความชอบใจนั้นมันไม่ใช่ความสงบ ความไม่ชอบใจนั้นถึงไม่ใช่ความสงบ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ เป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีการหลงลืม

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเป็นพุทธะ เป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นอริยมรรค เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นปาฏิโมกข์สังวร เป็นอินทรีย์สังวร เป็นโภชนีมัญตัญญุตา เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ปัญญาเป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นเรียกว่านายทุน ความไม่รู้ไม่เข้าใจคิดว่าเรียนหนังสือ ทำงาน เป็นข้าราชการเป็นนักการเมือง ผลตอบแทนจะได้อำนวยความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ความคิดอย่างนี้คือความคิดของทาสของกรรมกร

 

ปัญญาบริสุทธิคุณจะมายกเลิกระบบนายทุน ระบบทาสกรรมกร ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมคือไปไหนไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกความชอบใจ ยกเลิกความไม่ชอบใจ เพราะความชอบใจนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันเป็นความไม่สงบ มันเป็นสงครามในตัวผู้ไม่รู้เอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นวิมุตติหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจที่เป็นทางสายกลางระหว่างกายกับใจ ๒ อย่างไปพร้อมกัน

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเปรียบเสมือนผู้ที่ไปเรียนหนังสือ ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน อ่านออกเขียนได้เมื่อรู้เข้าใจอ่านออกเขียนได้ไปอยู่ที่ไหนก็ย่อมต้องอ่านต้องเขียนอยู่ในที่นั้น ไม่ใช่อ่านเขียนเฉพาะอยู่ที่โรงเรียน

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องหายใจ ไม่มีที่ไหนที่จะไม่หายใจ ต้องหายใจอยู่ทุกหนทุกแห่งอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรารู้เราเข้าใจว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องหายใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเราจึงมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ต้องเกิดความเสียหายเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องหายใจ อยู่ที่ไหนเราก็ต้องเอาธรรมนำชีวิต ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในเราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในนี้มันเป็นโซเชียล มันเป็นกระแส

 

รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนั้นมันเป็นกระแสมันเป็นโซเชียล เราทุกคนต้องรู้กระแสรู้โซเชียล เราจะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขกับการทำหน้าที่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อเราจะไม่ได้ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส สติสัมปชัญญะเป็นธรรมะที่อุปการะคุณของเรามาก ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงต้องมีฉันทะมีความพอใจในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เราทุกคนก็จะหยุดโซเชียลได้หยุดกระแสได้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องเอาศีลเอาสมาธิมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ เพื่อจะไม่ได้ไปตามกระแสไม่ได้ไปตามโซเชียล ด้วยเหตุผลนี้อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นศีลสังวร อินทรีย์สังวร ที่เป็นอาชีวะปริสุทธิศีล ต้องเป็นอริยมรรคเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

ปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน รู้จักโซเชียลไม่ไปตามโซเชียล ความทุกข์ทางจิตใจของเรานั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเรายกเลิกความชอบใจไปเสียแล้ว เราหยุดความไม่ชอบใจไปเสียแล้ว ความทุกข์จิตใจของเราจึงไม่มี

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีข้อแม้เป็นการยกเลิกความชอบใจไม่ชอบใจ ความชอบใจและความไม่ชอบใจนั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณ หากมันเป็นตัวเป็นตน ความชอบใจไม่ชอบใจนั้นเป็นระบบนายทุนเป็นระบบกรรมกร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจความชอบใจและไม่ชอบใจ ความชอบใจไม่ชอบใจนั้นเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนเพลิงไม่อิ่มด้วยเชื้อมีความพร่องอยู่เป็นนิจ

 

ความรู้ความเข้าใจในความทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ยกเลิกความชอบใจและความไม่ชอบใจเพราะทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นความไม่อิ่มไม่พอไม่พอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจในปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เราต้องรู้เข้าใจนี้คือโซเชียลนี้คือกระแส

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นสมมติสัจจะ สมมติสัจจะนั้นมีความสำคัญมาก สมมติสัจจะนั้นเป็นความจริง สมมติสัจจะนั้นจะเป็นยานส่งผลัดให้ถึงวิมุตติความหลุดพ้น

 

พระธรรมพระวินัยกฎหมายนั้นถึงมีความสำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามาเข้าใจในเรื่องสมมติ สมมตินั้นเป็นแผนที่ในการเดินทาง แผนที่ทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ แผนที่เดินทาง

 

เพราะเหตุผลว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเข้าใจ ต้องเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นถึงเป็นความสำคัญกับเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้เป็นยาน จะได้ไม่เอาความชอบใจและความไม่ชอบใจ ต้องมีฉันทะมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในหน้าที่ในการเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่ายานในการเดินทางนั้นอยู่ที่สมมติสัจจะ เราเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เราเอาความชอบไม่ชอบนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เราต้องมายกเลิกความชอบความไม่ชอบ ยกเลิกข้อแม้ ให้เข้าถึงเหตุถึงปัจจัย เพราะเหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น การประพฤติการปฏิบัติต้องไม่มีความประมาท

 

การปฏิบัติที่ไม่ผิดที่ถูกต้องได้แก่ทำตามพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเรามีข้อแม้นั้นเรายังเป็นผู้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้เป็นการลูบคลำในกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านวางหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติเราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีไว้สำหรับเราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ พระวินัยนั้นเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เน้นที่บริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ พระนิพพานนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ พระนิพานนั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ สำหรับเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีเรา พระรรมพระวินัยนั้นก็ไม่ใช่บริสุทธิคุณ นั้นเป็นตัวนั้นเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีข้อแม้ เน้นบริสุทธิคุณ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความดับไม่เหลือนั้นอยู่ที่เราหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ใจของเราทุกคนก็รู้ว่าเรามีตัวไม่ตนหรือไม่ หรือไม่มีตัวไม่มีตน ทกคนก็ย่อมรู้ของตัวเอง

 

เราปกปิดคนอื่นได้ เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจแต่มีใครบ้างในโลกนี้ปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจในปัญหา ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ กายของเราจะได้มีความสุข ใจของเราจะได้มีความสุข นี้เป็นการพัฒนาเอไอให้ก้าวหน้า ปัญญาให้เจริญเติบโต

 

การพัฒนาวัตถุให้ก้าวหน้าเพื่อยกเลิกตัวเพื่อยกเลิกตน การพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้าเพื่อยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

อริยมรรคได้แก่การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นศีลสังวร สังวรในศีลสิกขาบทน้อยใหญ่ ที่เป็นอินทรีย์สังวร สังวรตาหูจมูกลิ้นกายใจ อาชีวะปาริสุทธิสังวร สำรวมในอาชีพในการเลี้ยงชีพเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกอาชีพที่ไม่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้มีโปรแกรเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าเราทุกคนคิดดีก็ย่อมดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว พูดดีก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว กิริยามารยาทดีก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว อาชีพที่ยกเลิกความไม่ถูกต้องมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่ว

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิจะเป็นความพอดีความพอเพียงเพียงพออยู่ในตัว จะเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ จะหยุดความพร่องทางจิตใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เราเอามาใช้เอามาเสียสละ เพราะวิมุตติหลุดพ้นนั้นอยู่ที่เราเสียสละ เพราะเรามีความสุขในการเรียนการศึกษามันเป็นการยกเลิกอัตตาตัวตน เรามีความสุขในการทำงานมันก็คือการยกเลิกอัตตาตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความดีและปัญญานั้นจะเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการเสียสละ จึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จึงจะเป็นวิมุตติความหลุดพ้น

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจว่าธรรมนูญนั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นจึงเป็นธรรมนูญ พระนิพพานจะเกิดได้ธรรมนูญจะเกิดได้เพราะความรู้ความเข้าใจที่เป็นทานศีลสมาธิปัญญา

 

ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราจะได้ก้าวไปในหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อเราจะได้เอาปัจจุบันนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 145,372