๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ความดีและปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องให้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องเหมือนลมหายใจของเราทุก ๆ คน ลมหายใจต้องติดต่อต่อเนื่อง

 

ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาความดีคู่กับปัญญาไปพร้อม ๆ กัน

 

เทคโนโลยีต้องก้าวหน้า ปัญญาก็ย่อมให้ว่องไว การประพฤติการปฏิบัติจะได้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เป็นความสมดุลของธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ธรรมนูญนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ก้าวไปด้วยธรรมนูญได้แก่ความบริสุทธิคุณ

 

วิมุตตินั้นได้แก่ความบริสุทธิคุณความหลุดพ้นนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

การดำเนินชีวิตของเราต้องเอาความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นบริสุทธิคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเน้นความบริสุทธิคุณ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นเพียงหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ความดีและปัญญาต้องเป็นปฏิปทา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการทำหน้าที่ของตัวเราเอง การทำหน้าที่ของตัวเราเองนั้นเป็นการทำประโยชน์ของเรา การทำประโยชน์ของเรานั้นแหละคือการทำประโยชน์ของผู้อื่น

 

คนอื่นนั้นก็ย่อมทำประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้กันและกันได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตนของตัวเราเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ความคิดของเราถึงไม่มีอยู่ในใจว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนั้นนี้มันคือการลงทุนเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน ความคิดที่ว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันคือกรรมกรรับใช้อวิชชารับใช้ความหลง คิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับค่าจ้างรางวัลจากการทำงาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติให้เข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่ไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ การที่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนั้นนี้ยังเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ภพนี้มีอยู่ ๒ อย่าง อันหนึ่งภพทางกายอันหนึ่งภพทางจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาภพทางจิตใจ เพราะภพทางกายวงจรนั้นมันนานเกิน ต้องเอาภพทางจิตใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่ต้องรออนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความดีและปัญญาให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจว่ามีเพียงวาระเดียว เราเอาความดีและปัญญามาใช้มาปฏิบัติมันก็ดีอยู่แล้ว มันก็มีปัญญาอยู่แล้ว เราต้องรู้ต้องเข้าใจจะไปเอาอะไรอีก ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ความดีและปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณเป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่เพื่อเข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นใหญ่ด้วยเหตุด้วยปัจจัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจทุกอย่างนั้นเป็นใหญ่ด้วยเหตุด้วยปัจจัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือความปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน เพราะธรรมชาตินั้นเป็นบริสุทธิคุณ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นบริสุทธิคุณเป็นใหญ่เฉพาะตน

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ธรรมชาติที่บริสุทธิคุณนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผลที่เราจะเข้าไปปรุงแต่งในสิ่งนั้น ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเคารพในสัจธรรมตามความเป็นจริงของความเป็นจริง ไม่เข้าไปคิดไม่เข้าไปปรุงแต่ง ความเคารพนั้นเป็นเหตุให้เกิดความสงบ ที่ไหนมีความเคารพในสัจธรรมของความเป็นจริงที่นั้นคือความสงบ

 

สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเคารพอะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาตรัสบอกว่าเคารพในธรรมชาติที่เป็นสัจธรรมของความจริงตามความเป็นจริง

 

เพราะเหตุผลว่าที่ไหนมีความเคารพที่นั้นจะมีความสงบ ความเคารพนั้นถึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ไม่มีความปรุงแต่ง ธรรมนูญนั้นจึงเป็นสภาวธรรมอยู่นอกเหตุเหนือผล ธรรมนูญนั้นจึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เศรษฐกิจพอเพียงเพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ธรรมนูญนั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ธรรมนูญเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความรู้ความเข้าใจมายกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ความรู้ความเข้าใจที่ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาธรรมนูญมาใช้ให้เป็นหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นเป็นการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลเลือกเวลาเลือกสถานที่

 

ธรรมนูญนั้นผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็จะเกิดความเสียหาย ก็จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

อาหารกายอาหารใจ ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจว่าอาหารกายอาหารใจนั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ สิ่งภายนอกสิ่งภายใน ให้เรารู้เรื่องอดีตเรื่องอนาคต รู้เรื่องปัจจุบัน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะได้รู้เรื่องของการประพฤติของการปฏิบัติ

 

สิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาจากอดีตปัจจุบันอนาคตเป็นเพียงสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นผู้ปฏิบัติต้องเน้นวาระของปัจจุบัน ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจว่าสิ่งเดิมแท้นั้นไม่มีอะไร มีแต่ความว่างเปล่า ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่ได้ไปตามกระแส เราจะไม่ได้ไปตามโซเชียล เราจะไม่ได้ไปตามผัสสะ

 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้หยุดลงที่ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติด้วยการทำหน้าที่ ปัญหานั้นนี้จะกลายเป็นปัญญา วิกฤตนี้จะเกิดเป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เรามีฉันทะในความรู้ความเข้าใจ เอาธรรมนูญที่เป็นบริสุทธิคุณมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ปัจจุบันนี้แหละจึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน ปัจจุบันนี้จึงเป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นที่ปัจจุบัน ไม่ใช่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เสขบุคคลนับเอาตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอนาคามี ต้องมีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

การปฏิบัติต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นเพียงอาคันตุกะที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวเท่านั้น เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง สัมมาสมาธินั้นเป็นความตั้งมั่นเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อเราทุกคนจะไม่ได้ไปตามโซเชียลไม่ได้ไปตามกระแส สัมมาสมาธิของเรานั้นต้องเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัญญาบริสุทธิคุณของเรานั้นต้องติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

สายมูสายหลงที่เป็นกระแสที่เป็นโซเชียลผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของกระแสในเรื่องของโซเชียล เพื่อจะไม่ได้ไปตามกระแสไม่ได้ไปตามโซเชียล

 

สติสัมปชัญญะเวลาเราตื่นอยู่นี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราต้องเอาธรรมนูญมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อหยุดโซเชียลหยุดกระแส การที่เราเอาธรรมนูญมาใช้เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำนั้นเป็นการหยุดโซเชียลหยุดกระแส ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาธรรมนูญมาใช้เอามาทำงานเอามาทำหน้าที่ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ สติสัมปชัญญะนั้นที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติของเราต้องชัดเจน เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน ปัจจุบันเราต้องเอาธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติให้ธรรมนูญนั้นชัดเจนเพราะเหตุผลว่าธรรมนูญนั้นเป็นบริสุทธิคุณ

 

เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่อเอาธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ให้ธรรมนูญนั้นติดต่อต่อเนื่อง

 

ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจเราจะไปทำตามสัญชาตญาณที่ไปตามกระแสไปตามโซเชียลนั้นไม่ได้

 

สมมติสัจจะนั้นเป็นคุณเป็นสิ่งที่มีอุปการะคุณของเราทุกคน เราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติเพื่อสมมติสัจจะนั้นจะได้ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวตนของเรา

 

โลกที่เป็นตัวกูของกูตัวสูของสูนั้นจะได้จบลงด้วยธรรมนูญด้วยหน้าที่ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาปัจจุบันเป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะต้านทานได้ ถ้าไม่อาศัยธรรมนูญ

 

ธรรมนูญนั้นจึงไม่ได้เป็นความถูกใจ ธรรมนูญนั้นเป็นความถูกต้อง กฎหมายต้องเอาพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธรรมนูญได้ดำเนินก้าวไปได้ ด้วยอาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นกิจที่ควรทำ ที่เป็นอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ ด้วยเหตุผลนี้ผู้ปฏิบัติทุกคนนี้ถึงไม่มีมีใครเอาความถูกใจนำชีวิต ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ถึงจะหยุดสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง เราทุกคนมีโลกส่วนตัว ธรรมนูญนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกโลกส่วนตัว ถึงแม้เราจะเก่งเราฉลาด เราจะมีโลกส่วนตัวนั้นไม่ได้ เพราะโลกส่วนตัวนั้นฝืนกฎของธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจไม่มีใครฝืนกฎธรรมชาติได้ แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ต้องเคารพในกฎของธรรมชาติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ธรรมนูญนี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราเอาธรรมนูญนำชีวิตเราไม่ต้องไปแคร์ตัวตน

 

ธรรมนูญคือความถูกต้อง ธรรมนูญจึงอยู่นอกเหตุเหนือผลของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดการเสียหายก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ความดีและปัญญาจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ สติสัมปชัญญะนั้นต้องให้ความดีและปัญญาที่จะเป็นปฏิปทาให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สวรรค์นรกนั้นเป็นเรื่องของจิตใจในปัจจุบัน เราต้องรู้เข้าใจเราทุกคนได้พากันชิมลองสวรรค์นรกอยู่ที่ปัจจุบันกันแล้ว การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นบริสุทธิคุณ ใจของเราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้ แต่ไม่มีใครปกปิดตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ความดีและปัญญาที่จะเป็นปฏิปทาควบคู่กันไป

 

สแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองเราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในก็จะเป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจครอบงำสติปัญญา ครอบงำบริสุทธิคุณที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทำความดีเพื่อความดี เพื่อให้เป็นบริสุทธิคุณ ปัจจุบันจะได้เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกคำว่าทุน ยกเลิกคำว่ากรรมกรด้วยธรรมนูญ ด้วยบริสุทธิคุณ

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาท เพื่อให้โลกนี้ได้เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 145,372